พ.ศ.2535 ผมเขียนลงหนังสือพิมพ์วัฏจักร แนะนำสถาบันมาอีให้เป็นที่รู้จักของคนไทย สถาบันนี้มีชื่อเต็มเป็นภาษารัสเซียว่า มอสคอฟสกี อาวิอัตซีออนนึย อินสติตูต อีก 5-6 ปีต่อมา พ.ศ.2540 นายกว้าง รอบคอบ เป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา ท่านติดต่อผมเรื่องให้อาจารย์แนะแนวโรงเรียนมัธยมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปเยือนสถาบันของรัสเซียที่เป็นประโยชน์กับไทย และให้นายสำเริง นิลประดิษฐ์ ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพฯเป็นผู้พาไปผมเรียนอดีตอธิบดีกว้าง และอดีตผู้อำนวยการสำเริงว่า สถาบันที่พวกท่านต้องไปดูงานก็คือมาอี หรือสถาบันวิศวกรรมการบินและอวกาศแห่งกรุงมอสโก เมื่อพูดถึงสถาบันนี้ คนในที่ประชุมหัวเราะ เหมือนกับจะบอกว่าไทยเป็นประเทศขนาดกลาง จะไปเกี่ยวดองหนองยุ่งอะไรกับเรื่องอวกาศคณาจารย์หลายท่านจึงปฏิเสธการไปเยือนมาอี ในขณะที่นิสิตชาติยุโรป เกาหลีและญี่ปุ่นที่เข้าไปเรียนในรัสเซียสมัยนั้นต่างจับจองที่เรียนในมาอี วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปเกือบ 30 ปี อวกาศกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ประเทศที่มีทรัพยากรมนุษย์ด้านอวกาศ ผู้คนทำธุรกิจดาวเทียม ระบบอินเตอร์เน็ตจากอวกาศ สำรวจทรัพยากรบางคนพูดถึงการผลิตวัสดุในสภาพไร้น้ำหนัก ประเทศที่มีเทคโนโลยีและบุคลากรพร้อมด้านอวกาศสามารถสร้างรายได้ สร้างงานและมีส่วนในการกำหนดมาตรฐานของอุตสาหกรรมโลกอวกาศช่วยมนุษย์เฝ้าระวังภัยพิบัติ ดาวเทียมติดตามพายุ ไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภาพถ่ายจากอวกาศช่วยให้รัฐบาลวางแผนการใช้ที่ดิน ดูแลป่าไม้ จัดหาแหล่งน้ำ ประเมินความเสียหายหลังเกิดภัยพิบัติ เกษตรกรในประเทศที่เจริญแล้วก็ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมช่วยตรวจสอบความชื้นของดิน สุขภาพของพืช และคาดการณ์ผลผลิตได้อย่างแม่นยำอวกาศเป็นพื้นที่สูงทางยุทธศาสตร์ กองทัพสมัยใหม่ใช้ดาวเทียมเฝ้าระวัง นำทาง เตือนภัยจากขีปนาวุธ ประเทศที่ระบบดาวเทียมถูกโจมตี กองทัพภาคพื้นดิน กองทัพเรือ และกองทัพอากาศสูญเสียความสามารถในการทำงานพร้อมกันการที่อาจารย์แนะแนวบางท่านหัวเราะเยาะคำแนะนำของผมเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ว่านิติภูมิจะส่งเด็กไทยไปดวงจันทร์หรือวันนี้ ล้มหายตายจากโลกนี้ไปกันไม่น้อย ที่เหลืออยู่ก็เฒ่าชะแรแก่ชรา ท่านเหล่านี้ต่อไปก็ตายไปพร้อมกับความไม่มีวิสัยทัศน์และความไม่มีศักยภาพด้านอวกาศของประเทศไทยโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะเป็นประธานาธิบดีเฟอะฟะเบ๊อะบ๊ะในมากมายหลายเรื่อง ทว่าเรื่องหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าแกยังเป็นผู้นำที่ยังใช้ได้อยู่บ้างก็คือ เมื่อ 28 สิงหาคม 2569 แกจับปากกาลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดตั้ง United States Space Academy ภาษาไทยก็คือ สถาบันอวกาศแห่งสหรัฐอเมริกาหลายคนได้ยินชื่อสถาบันก็ทำปากเบ้เหล่ตาร้องว่า อ้า ก็งั้นๆแหละ ทรัมป์เพียงแต่จะสร้างมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนทหารเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่งใครจะมองสถาบันอย่างนี้เป็นขี้แมลงวันฝันเฟื่องเรื่องขี้ผงยังไงก็แล้วแต่ แต่ผมว่านี่คืออภิพญามหาโคตรวิสัยทัศน์ที่ทรัมป์ทิ้งไว้ให้สหรัฐฯในเรื่องของยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอวกาศผมมองว่าสถาบันแห่งนี้ต่อไปในอนาคตจะช่วยเสริมสหรัฐฯให้ดังเด่นเป็นที่หนึ่งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่การเมืองระหว่างประเทศทรัมป์ทำหน้าเคร่งเพ่งสายตาไปที่ผู้บริหารองค์การนาซาบอกว่า อ้า เฮ้ย ผมให้คุณเป็นประธานคณะกรรมาธิการประธานาธิบดีว่าด้วยสถาบันอวกาศแห่งสหรัฐฯให้เวลาคุณ 120 วันไปทำรายงานมาเสนอผม ว่าคุณจะบริหารยังไง หลักสูตรเป็นอย่างไร คุณสมบัติผู้สมัครเป็นไฉน ภาระผูกพันของคนสำเร็จการศึกษาเป็นเยี่ยงไร สถานที่ตั้งอยู่ที่ไหน งบประมาณเป็นประการใด กฎหมายที่จำเป็นมีอะไรบ้างผู้บริหารนาซาผงกหัวกึกๆ แล้วบอกว่า ถ้าผมได้มาแล้ว ท่านทรัมป์จะดำเนินการต่อไปยังไง จะให้ผมเสนอต่อใคร ทรัมป์ผงกหัวรับกึกๆ แล้วบอกว่า อ้า ก็ต้องมาผ่านความเห็นชอบจากประธานาธิบดี แล้วส่งไปที่รัฐสภาให้ลงมติขณะที่สหรัฐฯกำลังง่วนกับเรื่องสถาบันอวกาศ เขมรโดยฮุน เซน และฮุน มาเนต กำลังจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกวียน สองพ่อลูกทะเลาะกัน ฮุน เซนบอกต้องตั้งคณะล้อเกวียน นายกฯ ฮุน มาเนตบอกว่า ไม่เอา เราต้องตั้งภาควิชาตัวเรือนเกวียนเสียก่อน.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม