เป็นคนหัวโบราณในยุคดิจิทัล...ไม่ใช้สมาร์ทโฟน...ไม่เล่นโซเชียลมีเดีย...ไม่มีอีเมล แต่ก็สร้างผลงานโดดเด่นขึ้นหิ้ง จนกลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค สำหรับ “เซอร์ คริสโตเฟอร์ เอ็ดเวิร์ด โนแลน” เขาไม่เคยมองภาพยนตร์เป็นความบันเทิง แต่ทำให้เป็นสนามทดลองทางความคิด ผ่านเนื้อหาซับซ้อน และการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรง...ถ้าเราเล่าเรื่องอีกแบบแล้วคนดูจะรู้สึกอย่างไรเพราะเชื่อว่ายิ่งทำของจริงได้มากเท่าไหร่ คนดูก็จะยิ่งเชื่อหนังมากขึ้นเท่านั้น “โนแลน” เลือกถ่ายหนังด้วยฟิล์ม IMAX สร้างฉากจริง ระเบิดของจริง แทนที่จะพึ่งเทคโนโลยีไฮเทค เขาเป็นทั้งนักปราชญ์และนักสร้างหนังในคนเดียวกัน ทุกผลงานของเขาแฝงไว้ด้วยปรัชญาเสมอ แก่นความคิดหลักที่ “โนแลน” ใช้เล่าเรื่องมาตลอดชีวิต คือการตั้งคำถามว่า “เวลาคืออะไร” เพราะเชื่อว่าเวลาไม่เคยเดินเป็นเส้นตรง สำหรับคนทั่วไป “เวลา” เดินจากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต แต่สำหรับเขา “เวลา” เป็นสิ่งที่มนุษย์รับรู้มากกว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ หนังหลายเรื่องของเขาตั้งคำถามว่า ถ้าเวลาที่เรารับรู้ไม่เหมือนกัน ความจริงจะเหมือนเดิมไหม เช่น Memento ที่เล่าเรื่องย้อนหลัง, The Prestige หลอกคนดูเหมือนการแสดงมายากล, Inception เวลาช้าลงหลายระดับในความฝัน, Dunkirk มีสามเส้นเวลาเกิดขึ้นพร้อมกัน และ Interstellar เวลาถูกแรงโน้มถ่วงบิดงอ“ความทรงจำเชื่อถือได้ไหม” Memento เป็นหนึ่งในบทเรียนจิตวิทยาที่ดีที่สุด พระเอกสร้างชีวิตจากเศษเสี้ยวความทรงจำ แต่สุดท้ายพบว่าคนที่หลอกเรามากที่สุดคือตัวเราเอง “โนแลน” เชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยความจริง แต่ใช้ชีวิตด้วยเรื่องเล่าที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้ตัวเองอยู่ต่อได้“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวหรือเปล่า” หนังฮอลลีวูดส่วนใหญ่แบ่งเป็นคนดีและคนเลว แต่ในโลกของ “โนแลน” ไม่ใช่แบบนั้น Batman ของเขาโกหก, ตำรวจโกง, นักวิทยาศาสตร์มีด้านมืด และสายลับเต็มไปด้วยความลับสีเทา แม้แต่ในหนัง Oppenheimer ผู้สร้างระเบิดปรมาณูก็ไม่ใช่ทั้งปีศาจและวีรบุรุษ แต่เป็นเพียงมนุษย์ที่ตัดสินใจแล้วต้องอยู่กับผลของมันไปตลอดชีวิต“มนุษย์เสียสละเพื่อคนรุ่นต่อไปได้จริงไหม” ในหนัง Interstellar และ Oppenheimer มีจุดร่วมน่าสนใจ ทั้งสองเรื่องพูดถึงการตัดสินใจในวันนี้ที่จะส่งผลต่อมนุษย์อีกหลายรุ่น เขาไม่ได้ตั้งคำถามว่าเราทำได้ไหม แต่ถามว่าเมื่อทำได้แล้ว เราควรทำหรือเปล่า“ฮีโร่ต้องเป็นคนดีเสมอไปหรือเปล่า” เขาเชื่อว่าฮีโร่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี แต่ต้องเป็นคนที่ยอมรับผลการตัดสินใจของตัวเอง ในโลกของ “โนแลน” ทุกคนมีทั้งแสงและเงา Batman ของเขาเป็นฮีโร่ที่ต้องโกหก Batman เลือกแบกรับความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ยอมให้คนทั้งเมืองเชื่อว่าเป็นฆาตกร เพื่อรักษาความหวังของเมืองไว้ ฮีโร่ในสายตาของ “โนแลน” ไม่ใช่คนที่ได้รับแต่คำชม แต่คือคนที่ยอมเสียชื่อเสียงเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในหนัง Oppenheimer คนที่ช่วยประเทศแต่ทำลายโลก ไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นคนดีหรือคนเลว ชายคนหนึ่งสร้างระเบิดปรมาณูเพื่อหยุดสงคราม แต่สุดท้ายกลับสร้างอาวุธทำลายล้างมนุษยชาติ ขณะที่ตัวละครอย่าง Joker ถูกใช้เป็นกระจกสะท้อนของ Batman ตัวร้ายอย่าง Joker มีไว้ท้าทายฮีโร่อย่าง Batman เพราะ Joker เชื่อว่าทุกคนพร้อมทำชั่ว หากถูกกดดันมากพอ แต่ Batman เชื่อว่ามนุษย์ยังเลือกความดีได้“โนแลน” อาจได้รับอิทธิพลจากโศกนาฏกรรมกรีก ที่ฮีโร่ไม่ได้ล้มเหลวเพราะเป็นคนเลว แต่ล้มเหลวเพราะข้อบกพร่องของตัวเอง เช่น ความทะเยอทะยาน, ความหยิ่ง, ความอีโก้, ความหลงตัวเอง, ความกลัว, ความริษยา และความรัก สำหรับ “โนแลน” ความเป็นฮีโร่ไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนดีตลอดเวลา แต่อยู่ที่การเลือกทำสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง แม้จะต้องจ่ายราคาแพง!!ในภาพยนตร์มหากาพย์เรื่องล่าสุด “The Odyssey” ตัวเอกอย่าง “โอดิสเซียส” ไม่ใช่ฮีโร่สงครามที่ขาวสะอาด เขาทั้งโกหก, ใช้อุบาย, ฆ่าศัตรูอย่างโหดเหี้ยม และโอหังจนสร้างปัญหาให้ตัวเอง ตลอดทั้งเรื่อง “โอดิสเซียส” ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้กลับบ้าน แต่เวลาผ่านไป 20 ปี ลูกก็โตแล้ว, ภรรยาแก่ลง, บ้านเปลี่ยนไปหมด...เจอมรสุมชีวิตหนักขนาดนี้ แล้วตัวเขาจะใช่คนเดิมอีกไหม?!มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม