มติอัปยศของ กกต.ที่ฟอกขาว สว.กลุ่มสีนํ้าเงินที่ถูกข้อหาทุจริตฮั้วเลือกตั้ง สว. 138 คน ให้หลุดพ้นความผิดไปถึง 112 คน ได้ทำลายความเชื่อถือของ กกต. ที่ติดลบเกรอะกรังอยู่แล้ว ให้ตกสุดติ่งดิ่งพสุธาแต่มองอีกมุม มติอัปลักษณ์ของ กกต. กระตุ้นให้กระแสสังคมตื่นตัวลุกขึ้นมาทวงสิทธิประชาชนที่ถูกปล้นไปกันอึกทึกครึกโครมหลักฐานยืนยันคือ มีพี่น้องประชาชนแห่ไปลงชื่อสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนกว่า 2.3 แสนคน และจะเพิ่มขึ้นๆทุกวันๆ“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ากระแสสังคมเริ่มกดดันรัฐบาล “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ให้กระเด้งรับผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญ (เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา)ซึ่งมีประชาชนกว่า 21.6 ล้านคนลงประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจเผด็จการที่ใช้บังคับมาแล้ว 10 ปีเพราะผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญ “ถือเป็นคำสั่งประชาชน”แถมนายกฯอนุทินเคยประกาศว่ารัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งประชาชน!!แต่จากบัดนั้นจนถึงบัดนี้...ผ่านไปแล้วกว่า 7 เดือนถึงจุดที่ภาคประชาชนต้องเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามสัญญาให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่ชักช้ารํ่าไรเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทำให้องค์กรอิสระถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักประชาธิปไตยล้มเหลวอย่างที่เห็นกันทำให้อำนาจประชาชนถูกปล้นไปอยู่ในมือนักการเมืองเปิดช่องให้นักการเมืองกินรวบอำนาจทั้งกระดานเปิดช่องโหว่ให้มีการโกงเลือกตั้ง สว. จนมีกลุ่ม สว.สีนํ้าเงินเต็มสภา“แม่ลูกจันทร์” มองว่าหัวใจสำคัญคือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องปิดจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอะไรที่เป็นจุดอ่อนต้องตัดทิ้งไป!!โดยเฉพาะวุฒิสภา ต้องตัดทิ้งไปอย่างสิ้นเชิงไม่มีความจำเป็นต้องมีวุฒิสภาให้สิ้นเปลืองภาษีประชาชนไม่มีความจำเป็นต้องให้ประชาชนเลือกตั้ง สว.โดยตรงซึ่งจะเกิดสภาผัวสภาเมียอย่างที่ผ่านมาและต้องไม่ให้ผู้สมัคร สว.เลือกกันเอง จนเกิดการฮั้วเลือกตั้งกันวินาศสันตะโรส่วนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญยังจำเป็นต้องมีต่อไปแต่ต้องแก้ไขระบบการสรรหาองค์กรอิสระให้โปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรม“แม่ลูกจันทร์” เสนอว่า “ที่มาขององค์กรอิสระ” ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, กรรมการสิทธิมนุษยชน ฯลฯควรมีคณะกรรมการสรรหา 7 คน เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยมีประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการสรรหาโดยตำแหน่งและมีกรรมการสรรหาอีก 6 คน ได้แก่ 1, ประธานศาลปกครองสูงสุด 2, ประธานสภาผู้แทนราษฎร 3, ผู้นำฝ่ายค้านในสภา 4, นายกราชบัณฑิตยสภา 5, ผู้พิพากษาอาวุโสที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมผู้พิพากษาศาลฎีกาและ 6, อธิการบดีมหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่อธิการบดีอีก 1 คนมติของคณะกรรมการสรรหา 7 คน จะทำให้องค์กรอิสระเป็นกลางทางการเมืองระบบการตรวจสอบถ่วงดุลจะกลับมาทำงานได้อย่างแท้จริงหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะโยม.“แม่ลูกจันทร์”คลิกอ่านคอลัมน์ “สำนักข่าวหัวเขียว” เพิ่มเติม