เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายนที่ผ่านมาหมาดๆนี้เอง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) อีกหนึ่งบริษัทก็ออกมาปรับเพิ่มมุมมองของประเทศไทยไปในทางที่พวกเราชาวไทยควรดีใจและมีความสุขอย่างยิ่งได้แก่ บริษัท Fitch Ratings หนึ่งใน 3 บริษัทจัดอันดับความเชื่อถือซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกประเทศทั่วโลกนั่นเองFitch ได้ปรับ Outlook หรือมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ “เชิงลบ” หรือ Negative Outlook ขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” หรือ Stable Outlook และคงอันดับความน่าเชื่อถือของเราไว้ที่ BBB+ ดังเดิมจึงเท่ากับว่า ณ นาทีนี้ บริษัทจัดอันดับระดับโลกทั้ง 3 บริษัทมีความเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์แบบ 3-0 ว่า มุมมองความเชื่อถือของเขาที่มีต่อประเทศไทยนั้นเปลี่ยนจาก “เชิงลบ” มาเป็น “มีเสถียรภาพ” เรียบร้อยโรงเรียนไทยแล้วหลังจากก่อนหน้านี้บริษัท Moody’s และ S&P 2 บริษัทจัดเรตติ้งระดับโลกได้เปลี่ยนมุมมองไปแล้วล่วงหน้าFitch ให้เหตุผลมาด้วยถึง 5-6 ข้อว่าทำไมจึงตัดสินใจเปลี่ยน “มุมมอง” จาก “ลบ” เป็นมี “เสถียรภาพ”...แต่ผมไม่สามารถจะสรุปมาลงได้ เพราะทั้งยาวและมีตัวเลขประกอบพอสมควร ก็ขอฝากท่านที่สนใจกรุณาไปค้นอ่านรายละเอียดกันเองนะครับแต่เหตุหลักๆก็มาจากการที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และสามารถรับแรงกดดันจากวิกฤติราคาพลังงานได้ดีกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกันการส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆด้านปัญญาประดิษฐ์ และด้านศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ก็เป็นไปด้วยดี ฯลฯในขณะที่รัฐบาลไทยเองก็พยายามรักษาวินัยทางการเงินการคลังเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้มีอยู่ข้อหนึ่งที่ Fitch มองเราในแง่ดี ซึ่งอาจเป็นเพราะช่วงนั้นดีจริงๆ เนื่องจาก กกต.ยังไม่ได้แถลงมติกรณี “ฮั้ว สว.” ทำให้ เสถียรภาพทางการเมือง ของประเทศไทยดูแข็งแกร่งมากในทรรศนะของ Fitch ซึ่งวิเคราะห์ไว้ว่า“เสถียรภาพของรัฐบาล ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยเชิงลบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่ เอื้อ ต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการดำเนินการตามแผนการปรับสมดุลทางการคลัง”แต่ ณ บัดนาว หลังจาก กกต.แถลงออกมาแล้วว่าจะฟ้องแค่ 77 คน นักการเมืองดังๆรอดหมด และ กกต.เสียงข้างน้อยออกมาแถลงข่าวในทางตรงข้ามกับ กกต.เสียงข้างมาก ดูเหมือนว่าเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ และบานปลายออกไปเรื่อยๆจนกลายเป็นกระแสที่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำให้ “เสถียรภาพของรัฐบาล” ยังมั่นคงและเป็นผล เชิงบวก ทางเศรษฐกิจอย่างที่ Fitch วิเคราะห์หรือไม่อย่างไร?ผมเองโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการฮั้ว สว. เพราะถ้าทำจริงก็ถือว่าไม่เหมาะสม และมีความผิดแต่ก็ฝากประเด็นและแนวความคิดไว้แล้วว่า ขอให้แก้ปัญหาเรื่องนี้โดยใช้ กฎหมาย และ วิธีปฏิบัติ เท่าที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญเป็นหลักจะฟ้อง 157 ก็ว่าไป จะยื่น ป.ป.ช.เอาผิด กกต.ก็ว่าไป หรือจะอภิปรายไม่ไว้วางใจอะไรก็ว่าไป...ผลออกมาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้นขออย่างเดียวอย่าลงถนน อย่าใช้วิธีนอกกฎ นอกกติกา จนนำไปสู่การเผชิญหน้าโดยเด็ดขาด...จะเป็นเหตุให้เกิดอะไรบางอย่างที่เราไม่อยากให้เกิด เพราะทั่วโลกเขารังเกียจขึ้นมาอีกได้อย่าไปประมาทว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกนะครับ...ระวังไว้ก่อนดีที่สุดเพราะถ้าเกิดขึ้นละก็...ผลที่จะตามมาก็คือเศรษฐกิจไทยที่เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้างแล้วดังที่ 3 บริษัทจัดอันดับมองเห็น...อาจจะต้องมืดมนอีกหน เพราะก้อนหินถล่มลงมาปิดปลายอุโมงค์อีกครั้งประเทศไทยของเราเป็นอย่างไรไม่รู้...มักตกอยู่ในภาษิต “บุญมี” แต่ “กรรมบัง” อยู่ซะเรื่อย นี่บุญด้านเศรษฐกิจจะเริ่มมี อาจจะโดนกรรมทางการเมืองมาบังเสียอีกกระมัง?ขอฝากไว้เป็นข้อคิดและช่วยกันหาทางออกเท่าที่จะหาได้ตามกฎหมายทุกฉบับที่เรามีอยู่นะครับเจ้ากรรมนายเวรที่เคารพทุกท่าน.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม