การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความสำคัญไม่แพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดี เนื่องจากเป็นการเลือกสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ หากพรรคการเมืองที่ประธานาธิบดีสังกัดสามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ ก็จะช่วยให้ผู้นำสหรัฐฯผลักดันนโยบายของตนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งการออก กฎหมายใหม่ การแก้ไขกฎหมายเดิม รวมไปถึงการประกาศสงคราม อย่างไรก็ตาม นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันเหมือนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยในการพาพรรคของตนคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือน พ.ย.ที่จะมาถึง เป็นการเลือกสมาชิกผู้แทนราษฎรใหม่ทั้งหมด 435 คน เนื่องจากสมาชิกสภาดังกล่าวดำรงตำแหน่งครบ 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหม่จำนวน 1 ใน 3 ของทั้งหมด เนื่องจากสมาชิกสภาดังกล่าวดำรงตำแหน่งครบวาระ 6 ปี ขณะที่สมาชิกอีก 2 ใน 3 ที่เหลือ ยังมีวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออีก 2 หรือ 4 ปีหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคการเมืองของสหรัฐฯ สามารถรักษาเสียงข้างมากในรัฐสภาไว้ คือคะแนนนิยมของประธานาธิบดี โดยหากผู้นำสหรัฐฯมีคะแนน นิยมสูงพรรคการเมืองที่สังกัดก็มักได้ที่นั่งในรัฐสภาเพิ่มขึ้น หรือสูญเสียที่นั่งน้อยลง อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นายทรัมป์มีคะแนนนิยมอยู่ที่เพียงร้อยละ 37 เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาล ทั้งด้านนโยบายเศรษฐกิจและการจัดการสถานการณ์สงครามอิหร่านทั้งนี้ นายทรัมป์อยู่ระหว่างผลักดันร่างกฎหมาย SAVE America Act ซึ่งจะทำให้การใช้สิทธิเลือกตั้งมีความยุ่งยากมากขึ้น เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนต้องแสดงหลักฐานยืนยันการเป็นพลเมืองสหรัฐฯก่อนลงคะแนน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนประเมินว่า มีชาวอเมริกันราว 21 ล้านคนที่ไม่มีเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาที่ระบุถึงการจำกัดการลงคะแนนทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต พรรคคู่แข่งของนายทรัมป์นิยมใช้ถือเป็นความพยายามแก้เกมทางการเมือง แทนที่จะหวังลุ้นกับกระแสคะแนนนิยมที่ไม่แน่ไม่นอน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เพียงใด จำเป็นต้องติดตามกันต่อไป.สาริศ วรรณะเลิศคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม