ก่อนถึงการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อหย่าศึก ระหว่าง สหรัฐฯ กับ อิหร่าน ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น หนึ่งในร่างข้อตกลง 14 ข้อ สะพัดไปทั่วหน้าสื่อระบุว่า สหรัฐฯ ยอมปลดล็อกทรัพย์สินทั้งหมดของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ทั่วโลก คืนสู่ธนาคารกลางอิหร่านนำไปใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่อิหร่านประเมินว่า เม็ดเงินที่ถูกแช่แข็งทั่วโลกมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทรัพย์สินบางส่วนตกค้างมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 แต่เงินก้อนใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นหลังปี 2561 เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำสหรัฐฯถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์และยกระดับคว่ำบาตร โดยใช้อิทธิพลของ “ระบบเงินดอลลาร์” สกัดกั้นธุรกรรมค่าน้ำมันดิบ ทำให้เม็ดเงินมหาศาลจากคู่ค้าต้องติดค้างอยู่ตามธนาคารต่างประเทศนักวิเคราะห์มองว่าเป้าหมายเร่งด่วนของอิหร่านในระยะแรกคือการเข้าถึงเงิน 24,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นจากวิกฤติเงินเฟ้อและค่าเงินเรียลอ่อนค่าอย่างหนัก โดยเป้าหมายระยะยาวของอิหร่านยังคงอยู่ที่การผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างครอบคลุมรายงานจาก นสพ.วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ชี้ว่าในบรรดาขุมทรัพย์ของอิหร่านที่ติดค้างอยู่ทั่วโลก “จีน” คือแหล่งเงินก้อนโตที่สุดด้วยมูลค่าราว 20,000-50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านอย่างต่อเนื่องแลกเป็นเครื่องจักรและอะไหล่รถยนต์ส่งกลับให้อิหร่าน นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินกระจายอยู่ใน อิรัก ราว 15,000 ล้านดอลลาร์ อินเดีย 7,000 ล้านดอลลาร์ เกาหลีใต้ 7,000 ล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่น 3,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึง ลักเซมเบิร์ก และใน สหรัฐฯ อีกแห่งละ 2,000 ล้านดอลลาร์ขณะที่เงินอีก 6,000 ล้านดอลลาร์ใน กาตาร์ ซึ่งเคยถูกโอนจากเกาหลีใต้ภายใต้ดีลแลกตัวประกัน ถูกสหรัฐฯสั่งแช่แข็งซ้ำสองหลังเหตุการณ์กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลในปี 2566 ส่งผลให้เงินก้อนนี้กลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการต่อรองเกมการเมืองโลกครั้งล่าสุด ส่วนข้อตกลงครั้งนี้จะสำเร็จและนำไปสู่การปลดล็อกเม็ดเงินแสนล้านได้จริงหรือไม่...ไว้รอดูกันต่อไป.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม