“เสี่ยหนู” เอามั่งใส่ขาสั้น “สบายอ่ะ” ติดแฮชแท็ก “ก็ลมมันเย็น” ล้อกระแส ถล่มยับ “ครูใหญ่บุรีรัมย์” เดินชิลๆสำรวจตลาดไทยช่วยไทยพลัส บินเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. ต่อยอดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์-เปิดประตูเศรษฐกิจ พร้อมโชว์วิชันอนาคตอาเซียน “ปกรณ์” ลุยแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าชั่วนิรันดร์เอกชน ย้ำต้องปรับให้สอดคล้องหลักสากล “สุทิน” ชี้ 6 เดือน ปรับ ครม.เรื่องปกติ ฝ่ายค้านจัดภาคพิเศษดักคอ กกต. เป่าคดีฮั้ว สว. ถ้ายกคำร้อง-ตัดตอน “น้ำเงินอ่อน” อาจเจอ ม.157 โพลชี้ “อนุทิน-รักชนก” บทบาทโดดเด่นหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภาพนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย นุ่งกางเกงขาสั้นเข้าร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ถูกกาลเทศะ ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย โพสต์ภาพนุ่งกางเกงขาสั้นระบุข้อความ “นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า...สบายอ่ะ” พร้อมติด #ก็ลมมันเย็น“หนู” เอามั่งใส่ขาสั้น “ลมมันเย็น”เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์ภาพ ที่ถ่ายร่วมกับสมาชิกในครอบครัว นำโดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีต รมว.มหาดไทย บิดา ลงเฟซบุ๊ก พร้อมระบุข้อความว่า “นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า...สบายอ่ะ” พร้อมติดแฮชแท็ก “ก็ลมมันเย็น” ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า การโพสต์ภาพของนายอนุทินที่ใส่กางเกงขาสั้น เป็นช่วงเดียวกับที่มีกระแสดราม่าวิพากษ์วิจารณ์นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่แห่งพรรคภูมิใจไทย ประธาน สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เข้าร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม แกนนำภาคใต้พรรคภูมิใจไทย ที่นายเนวินใส่กางเกงขาสั้นเข้าร่วมงาน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ไม่รู้กาลเทศะเดินตลาดสำรวจไทยช่วยไทยพลัสต่อมาเวลา 16.40 น. นายอนุทินโพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้ง เป็นภาพสวมใส่ชุดไปรเวตขณะซื้อผลไม้ดอง ร้านประจำที่ตลาดศรีย่าน ไหว้พระอินทร์ ที่วัดเทวราช กุญชรวรวิหาร เขตดุสิต พร้อมข้อความ “สำรวจตลาดแบบออร์แกนิก กินไป ทักไป เดินตามบาทวิถี #ไทยช่วยไทยพลัส ก้าวเข้าสู่เดือนที่สาม แม่ค้า บอกช่วงนี้ขายหมดเร็วกว่าเดิม คนซื้อเยอะขึ้น อยากให้จัดโครงการอีกเรื่อยๆ แล้วไปปล่อยกบ ปล่อยปลา ไหว้พระอินทร์ที่วัดเทวราชกุญชร”บินอินโดนีเซียเปิดประตูเศรษฐกิจน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 ส.ค. เพื่อหารือกับ นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นับเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็น ทางการของนายกฯไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี เป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก ใช้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำเป็นกลไกเปิดประตูทางเศรษฐกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย ไปสู่โครงการและความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความ มั่นคง ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การศึกษา และภาคธุรกิจ ในการเยือนครั้งนี้นายอนุทินจะประกาศวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อแสดงบทบาทของไทยในการ ร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค และเตรียมพร้อมสู่ การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571โชว์วิชันไทยต่ออนาคตอาเซียนน.ส.รัชดากล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการเยือนวันที่ 3 ส.ค. นายอนุทินและคณะจะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ไปยัง ท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ หารือกลุ่มเล็กระหว่างผู้นำ หารือเต็มคณะ และแถลงข่าวร่วม ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย วันที่ 4 ส.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดงาน Business Forum จัดโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งอินโดนีเซีย หรือ KADIN ร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เชื่อมโยงภาคธุรกิจและผลักดันโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ จากนั้นเดินทางไปยังสำนักงานเลขาธิการอาเซียน หารือกับเลขาธิการอาเซียนด้านการขับเคลื่อนความร่วมมือของภูมิภาค และกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน จากนั้นหารือกับภาคเอกชนอินโดนีเซีย เพื่อต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยรบ.ลุยแก้สัญญาซื้อไฟชั่วนิรันดร์ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายก รัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาลดค่าไฟฟ้าว่า การแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่เรียกว่าสัญญาชั่วนิรันดร์ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปแล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ทำให้การไฟฟ้าสามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงและเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่ และยังต้องพิจารณาประเด็นค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment เป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสมปรับให้สอดคล้องกับหลักสากลนายปกรณ์กล่าวอีกว่า การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่ากระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล เพราะวันนี้ตลาดและต้นทุนเปลี่ยนแล้ว เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวน ปัญหาค่าไฟต้องดูทั้งระบบไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ หัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด หรือแหล่งอื่นเท่าใด ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และ ASEAN Smart Grid จะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้ หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ไทยยังพึ่งพาการซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว รัฐบาล จึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุ สมผล และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมายโดยไม่จำเป็นภท.เย้ยฝ่ายค้านขู่ซักฟอกรัฐบาลนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังเปิดประชุมสภาฯในเดือน ส.ค.ว่า เป็นเรื่องดีที่ฝ่ายค้านใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบรัฐบาล ดีกว่าให้สัมภาษณ์สื่อโหมโรงรายวัน เอาเข้าจริงมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ ประเด็นที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกมาอภิปรายพอเดาได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคนสามารถอธิบายได้ มองในแง่ดีเป็นโอกาสให้รัฐบาลได้ชี้แจงด้วย วันนี้เสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ไม่มีอะไรต้องกังวล ถ้าฝ่ายค้านยังติดลมคิดว่ามีหลักฐานทุจริตชัดเจน สามารถนำไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบทุกเรื่อง เพราะมั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ฝ่ายค้านควรเตรียมข้อมูลให้ดีไม่ใช่ให้ประชาชนเสียเวลามานั่งฟังวาทกรรมเสียดสี“สุทิน” ชี้ 6 เดือนปรับ ครม.เรื่องปกตินายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต้องการให้ปรับ ครม.ว่า การปรับ ครม.ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก รัฐบาลชุดนี้ทำงานมายังไม่ถึง 6 เดือน เริ่มมีเสียงอยากให้ปรับ ครม.แล้ว ก็เป็นไปได้และถือเป็นเรื่องปกติหากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ อยากจะปรับ เพราะถือว่า ครม.ชุดนี้ทำงานมาได้สักระยะแล้ว มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมมากพอสมควร การปรับ ครม.มีหลายเหตุผล เช่น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจเป็นเหตุผลทางการเมือง โควตาที่ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทำงานประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มปรับ ครม. กันแล้ว ตัวนายกฯเองรู้ดีว่าใครทำงานเข้าตาเข้าแข้งขา ประเมินได้ว่าใครทำงานมีประสิทธิภาพแค่ไหน หากยังไม่ปรับในช่วงนี้แสดงว่า ครม.ชุดนี้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากฝ่ายค้านจัดภาคพิเศษกระทุ้งฮั้ว สว.วันเดียวกัน น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ รองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติมในคดีฮั้ว สว.ว่า ฝ่ายค้านจะเดินหน้าเปิดข้อมูลต่อเนื่อง หลังจัดกิจกรรมครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไป มีพยานส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการผลักดันเรื่องนี้เข้ามาจำนวนมาก ในวันที่ 4 ส.ค.นี้ จะจัดกิจกรรมภาคพิเศษเพื่อสื่อสารถึง กกต. เป็นหลักฐานความผิดปกติในการดำเนินการของ กกต.ต่อเรื่องนี้ ในภาพรวมทั้งหมด มีตัวพยานบุคคลและวิทยากรร่วมขึ้นเวทีเหมือนครั้งที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่เราต้องทำงานแข่งกับเวลา สิ่งที่เราต้องทำคือเปิดเผยข้อมูลที่ได้รับจากพยานและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การไขข้อสงสัยในคดีฮั้ว สว.ดักคอยกคำร้อง—ตัดตอนเจอ ม.157ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ น.ส.พนิดาตอบว่า กังวลว่า กกต.จะไม่ดำเนินการตรงไปตรงมา และเลือกที่จะไม่ส่งสำนวนไปศาล เป็นเรื่องที่เรากังวลมากที่สุด เหมือนที่เราเคยระบุถึงความเป็นไปได้ 3 ทาง คือ 1.ส่งสำนวนทั้งหมดไปที่ศาลตามมติของอนุไต่สวนชุดที่ 26 แต่ต้องยืนยันว่า กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนแล้วค่อยส่งศาล มีแค่หน้าที่ไต่สวน เมื่อพบว่ามีเหตุพึงเชื่อได้ว่ามีเหตุกระทำความผิดเกิดขึ้น ต้องส่งให้ศาล จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ กกต.จะไม่ส่งสำนวนทั้งหมดไปที่ศาล 2.ยกคำร้องทั้งหมด และ 3.เลือกตัดตอนส่งแค่บางคน ใครเป็นน้ำเงินอ่อนก็ส่งไป ตัดตอนบางราย ปล่อยให้ศูนย์กลางอำนาจรอดจากการเป็นผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้ เมื่อถามว่าหาก กกต.เลือกส่งสำนวนไปที่ศาลแค่บางราย หรือยกคำร้องทั้งหมด พรรคประชาชนจะดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง น.ส.พนิดาตอบว่า มีหลายแนวทาง โดยต้องมาดูว่าจากข้อมูลหลักฐานที่เรามี มีการเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรือมีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายต่อไปปชน.ร่อนหนังสือเชิญ “แก้วตา” ชี้แจงน.ส.พนิดายังโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีนาย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล เรียกร้องให้พรรค ปชน.ชี้แจงต่อสาธารณะ กรณีมีการเผยแพร่เนื้อหาจากหนังสือประชาชนที่ไม่ยอมจำนน ของ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรค ปชน. มีข้อกล่าวหาเรื่องคุกคามทางเพศ และการจัดการขององค์กรว่า จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ พรรค ปชน.ส่งหนังสือเชิญ น.ส.ธิษะณา ปัจจุบันยังคงมีสถานะเป็นสมาชิกพรรค เข้าให้ข้อมูลต่อพรรคเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป พรรค ปชน.ยืนยันว่าให้ความสำคัญกับทุกข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามหรือความรุนแรงทางเพศ เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านและเป็นธรรม ยืนยันอีกครั้งว่าพรรคมีมาตรฐานในการดำเนินการต่อประเด็นลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทุกกรณีจะได้รับการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยใช้กลไกและกระบวนการ ของพรรคในการพิสูจน์และตรวจสอบอย่างจริงจังตรงไปตรงมา ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด“ไอติม” ชวนเจาะลึกไว้ใจ กกต.แค่ไหนต่อมานายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เจาะลึกหลักฐานคดี สว.ภาคพิเศษ เราไว้ใจ กกต.ได้แค่ไหน” พรรคฝ่ายค้านขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมเจาะลึกหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีโกง สว. (ภาคพิเศษ) วิเคราะห์การทำหน้าที่ของ กกต. เกี่ยวกับการเลือกสว. ผู้ร่วมอภิปราย พยานบุคคล ที่พบเห็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของ กกต. วันที่ 4 ส.ค. เวลา 09.00-12.00 น. ที่อาคารรัฐสภา“พิธา” ปลุกพลังส้มท้อได้ห้ามถอยช่วงเย็นที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา พรรคประชาชนจัดงานสัมมนา สส.และเครือข่ายสมาชิกพรรค ปชน.แบบปิด ไม่มีการแจ้งสื่อมวลชน ต่อมาเวลา 16.59 น. ทีมประชาสัมพันธ์พรรค ปชน. เผยแพร่ภาพบรรยากาศและข้อความว่า ภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหากระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ทิศทางในอนาคต ทั้งนี้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษว่า สมาชิกพรรคอาจรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้จากสถานการณ์การเมือง แต่ขอให้มองความสำเร็จที่พรรคสร้างขึ้น ทั้งการได้ สส.เพิ่มในหลายพื้นที่ การขยายฐานการทำงานใน กทม.และการมีประธานสภา กทม.ผู้หญิงคนแรก ย้ำว่าทุกคนเหนื่อยได้ท้อได้แต่ห้ามถอย ขอให้มั่นใจว่าเมื่อจังหวะการเมืองมาถึง พรรคจะต้องมีความพร้อมเพียงพอที่จะเปลี่ยนโอกาสเป็นชัยชนะ ต้องสร้างกระบวยให้ใหญ่พอเพื่อตักน้ำได้มากที่สุด “ความสามัคคีภายในพรรคคือสิ่งที่สำคัญมาก ขอให้เชื่อใจกัน ทำงานเป็นทีม และยึดหลัก “Your problem is my problem” หรือ “ปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน” ร่วมกันผลักดันให้เป็นทางเลือกของประเทศในอนาคต โชว์ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกมากกว่าสีน้ำเงินอย่างเดียว แล้วประชาชนจะให้เรากลับมาอย่างทวีคูณโพลชี้ “หนู-ไอซ์” บทบาทโดดเด่นขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,029 คน เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือน ก.ค.2569” ระหว่างวันที่ 27-31 ก.ค. พบว่ากลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือน ก.ค. เฉลี่ย 3.71 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. ที่ได้ 3.69 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือผลงานของฝ่ายค้านและความมั่นคงของประเทศ มีค่าเฉลี่ยเท่ากันที่ 4.20 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.01 คะแนน สำหรับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ ร้อยละ 37.71 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองลงมาร้อยละ 28.74 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ส่วนฝ่ายค้านที่มีผลงานโดดเด่น ร้อยละ 33.70 น.ส.รักชนก ศรีนอก รองลงมาร้อยละ 25.91 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่วนกระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด คือกระทรวงการคลัง ตามด้วยกระทรวงพาณิชย์ยังกั๊กเทคะแนนไทยช่วยไทยพลัสส่วนนิด้าโพล เปิดผลสำรวจประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศรวม 1,850 ตัวอย่าง เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” ระหว่างวันที่ 16-21 ก.ค. พบว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯส่วนใหญ่เห็นว่าช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขายได้มาก ส่วนด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย มีร้อยละ 48.92 ระบุว่าค่อนข้างช่วยได้ รองลงมาร้อยละ 40.61 มองว่าช่วยได้มาก ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 45.09 ระบุว่าค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 33.74 ระบุช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ไม่ค่อยช่วย เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการฯ ร้อยละ 33.24 ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมาร้อยละ 26.81 มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 25.43 ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาลอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่