สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ให้ความ สำคัญกับความมั่นคง มีการปกป้องน่านฟ้าอย่างเข้มข้น นับตั้งแต่เหตุโศกนาฏกรรมก่อการร้าย 9/11อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังแบบตาไม่กะพริบ จึงทำให้บางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์ใช้งบประมาณเกินพอดี ซึ่งกรณีนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก โพสต์ รายงานอ้างข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมเพนตากอนว่า ในช่วงที่มีข่าวบอลลูนสอดแนมจากจีน ได้ส่งผลให้เกิดการขี่ช้างจับตั๊กแตนประเด็นที่ว่านี้เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2566 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐฯในตอนนั้นกำลังเกิดความอับอายจากการปล่อยให้บอลลูนสอดแนมจากจีน มาป้วนเปี้ยนในน่านฟ้าของสหรัฐฯ และทางกระทรวงกลาโหมเพนตากอน จำเป็นต้องแสดงให้ฝ่ายการเมืองรับรู้ว่า เจ้าหน้าที่มิได้ย่อหย่อนในวันนั้นระบบเรดาร์ได้ตรวจพบบอลลูนต้องสงสัยในน่านฟ้าเหนือทะเลสาบฮูรอน บริเวณพรมแดนสหรัฐฯ-แคนาดา จึงตัดสินใจส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าสกัดกั้น ซึ่งหลังจากทางนักบินระบุเป้าหมายได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้ยิงทำลายเป้าหมายทิ้งด้วยจรวดมิสไซล์ เหมือนกับที่เครื่องบินรบพรางเรดาร์ขั้นสูง F-22 เคยยิงบอลลูนสอดแนมตกเหนือน่านฟ้ารัฐเซาท์แคโรไลนาไปในช่วงต้นเดือน ก.พ.ปีเดียวกันการทำลายเป้าหมายประสบความสำเร็จด้วยดี เครื่องบิน F-16 ได้ใช้จรวดพิสัยใกล้ AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ ยิงถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำ แต่ปรากฏว่าการตรวจสอบภายหลังได้ทำให้พบว่า บอลลูนดังกล่าวไม่ใช่บอลลูนสอดแนมจากจีนแต่อย่างใด แต่เป็นบอลลูนของ “กลุ่มลูกเสือ” ที่ทำโครงการวิทยาศาสตร์งานวิจัยราคาบอลลูนดังกล่าวน่าจะอยู่ที่ประมาณหลักสิบดอลลาร์สหรัฐฯ แต่จรวดที่ใช้ยิงไปนั้นราคาอยู่ที่ประมาณลูกละ 500,000 ดอลลาร์ หรือกว่า 16 ล้านบาทและเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งเดียว ยังมีเกิดขึ้นอีกสองถึงสามครั้ง มีการยิงสอยบอลลูนของห้างวอลมาร์ต รวมถึงบอลลูนของกลุ่มคนเล่นโมเดลในรัฐอิลลินอยส์ด้วยเช่นกัน เจ้าหน้าที่เพนตากอนรายหนึ่งระบุกับสำนักข่าวว่า ทุกคนคงพอนึกภาพออกว่าหน้าตาของนักการเมืองเป็นเช่นไร ตอนไปบรรยายสรุปรายงานต่อรัฐสภา.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม