“เอกนิติ” รับบัญชานายกฯ สั่งทบทวนใช้เกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อ-แม่ คัดกรองผู้ถือสิทธิบัตรคนจน ย้ำเจตนาอยากให้สิทธิกลุ่มตกหล่นที่เดือดร้อนและจนจริงๆ ตัดพวกแอบอ้างพ้นวงโคจร คลังจ่อประกาศรายชื่อผู้ผ่านคัดกรอง 17 ก.ค. ดึง 40 หน่วยงานร่วมสแกน “อนุทิน” ยกคณะเยือนเวียดนาม กอดเอวแน่นเติบโตไปด้วยกัน เป็นสักขีพยานลงนามเอกชน 2 ฉบับ ปชน.ไล่บี้สอบรัฐใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน ผิด พ.ร.บ.วินัยการเงิน อัดรัฐถังแตกแต่ดันกู้มาใช้สุรุ่ยสุร่าย “รมช.แนน” ท้าเหยงใครข้องใจแจก AI Pro ส่ง ป.ป.ช. “ศรีสุวรรณ” ชง ป.ป.ช.สอย “ชัชชาติ” อุ้มระบบ “อากง”นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง รับบัญชานายกฯสั่งการกระทรวงการคลังทบทวนการใช้มาตรการภาษีลดหย่อนค่าอุปการะพ่อ-แม่ เป็นเกณฑ์กลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไปว่ากันในปีภาษีหน้า ย้ำอยากให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่นที่เดือดร้อนและจนจริงๆ“อนุทิน” ยกคณะเยือนเวียดนามเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 8 มิ.ย.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมภริยา นำคณะ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำที่ลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะ เยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชน สานต่อความร่วมมือในทุกมิติกอดเอวเวียดนามเติบโตไปด้วยกันต่อมาเวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงฮานอยตรงกับเวลาประเทศไทย) นายอนุทินและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีนายเหงียน ดิ่ญ คาง รมว.ชาติพันธุ์และกิจการศาสนาเวียดนาม ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศให้การต้อนรับ จากนั้นนายอนุทินพร้อมผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในเวียดนาม พบหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ที่ห้อง Junior Ballroom โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย นายอนุทินกล่าวว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธา นาธิบดีเวียดนาม สะท้อนถึงความใกล้ชิด และส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศเป็นเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค พร้อมนำศักยภาพของทั้งสองประเทศมาผสานกัน สร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต การเติบโตไปด้วยกันของทั้งสองประเทศส่งผลเชิงบวกต่อกัน เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของอาเซียน เป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเวียดนามเป็นพยานลงนามภาคเอกชน 2 ฉบับด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศ ไทย ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม กล่าวว่าขอชื่นชมวิสัยทัศน์นายกฯที่นำคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และฝ่ายความมั่นคง เป็นคณะใหญ่ที่สุดที่เคยมาเยือนเวียดนามถือเป็นโมเดลทีมไทยแลนด์พลัส คือภาครัฐ-เอกชนจับมือร่วมกันทำงาน มุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจแบบรอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม อย่างเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน จากนั้นนายกฯเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนามจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มอมตะกับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) และบันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มบริษัท CP กับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)หารือเต็มคณะนายกฯเวียดนามจากนั้นเวลา 14.30 น. นายอนุทินร่วมวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม นายอนุทินร่วมพิธีต้อนรับและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ โดยนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ให้การต้อนรับ ก่อนร่วมหารือแบบเต็มคณะที่ห้องรับรองพิเศษ สำนักงานนายกฯเวียดนามดันการค้าทะลุ 2.5 หมื่น ล.เหรียญน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า การเยือนเวียดนามของนายอนุทินครั้งนี้ มีความสำคัญเป็นพิเศษเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี และร่วมกันกำหนดทิศทางนำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผสานจุดแข็งของไทยและเวียดนามเข้าด้วยกัน ให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ขณะที่นายกฯเวียดนาม เห็นพ้องให้กระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิด ให้มีการหารือในระดับรัฐบาล ระดับคณะกรรมการและกลไกต่างๆอย่างสม่ำเสมอ ทั้งสองฝ่ายยังหารือร่วมกันด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี มุ่งหมายผลักดันมูลค่าการค้าให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน ความร่วมมือด้านความมั่นคงมุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล จากนั้นนายอนุทินเข้าเยี่ยมคารวะประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่นายกฯเวียดนามเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติ“เอกนิติ” รับนายกฯสั่งเบรกปมร้อนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเวียดนามกรณีนายกฯสั่งการกระทรวงการคลังยกเลิกการใช้มาตรการภาษีลดหย่อนค่าอุปการะพ่อ-แม่ เป็นเกณฑ์กลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า มีการหารือกับนายกฯในประเด็นที่สังคมเป็นห่วง ทั้งนายกฯและกระทรวงการคลังรับฟังความคิดเห็นทางสังคม เน้นย้ำจะให้ความเป็นธรรม จุดประสงค์คือต้องการดูแลประชาชนที่เดือดร้อนและไม่มีสิทธิใดๆ ไม่มีใครดูแล เราไม่ได้เปิดสิทธิทบทวนคนที่เดือดร้อนมานาน 4-5 ปีแล้ว มีข้อร้องเรียนเข้ามามากว่าคนที่ถือบัตร 13.2 ล้านคน มีทั้งคนที่เดือดร้อนจริงและไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ เราอยากให้บัตรสวัสดิการนี้ตกถึงคนที่เดือดร้อนจริง วันนี้เปิดให้กระทรวงมหาดไทยไปช่วยดูหาคนที่เดือดร้อนจริง และอาจตกหล่นคนจนที่ไม่มีใครดูแล เปิดตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.-21 มิ.ย. คนที่อยู่ในสิทธิปัจจุบันมาทบทวนว่าคนที่ไม่เดือดร้อนจริง และคนที่ไม่มีคนดูแลมีใครบ้างอยากให้สิทธิคนที่เดือดร้อนจริงนายเอกนิติกล่าวต่อว่า เกณฑ์ที่บอกว่าพ่อแม่ที่มีลูกดูแล แต่มีเรื่องเกณฑ์ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ความเป็นจริงจากข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมด มีบางคนที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง ตรงนี้ที่เราเป็นห่วง การไปตัดสินพ่อแม่ตรงนี้อาจถูกกระทบ นายกฯจึงสั่งให้ไปทบทวน ได้พูดคุยกับกระทรวงการคลังกระบวนการทบทวนเรามีคณะกรรมการพิจารณา คือคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามข้อสั่งการของนายกฯว่าข้อนี้อาจไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ที่ลูกไปแอบอ้างใช้สิทธิ แล้วต้องขาดสิทธิ เราคำนึงถึงเสียงของสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคนจะดำเนินการด่วนที่สุดหักลดหย่อนภาษีไปว่ากันปีหน้าผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าถึงขั้นต้องทบทวนฐานเงินเดือนลูกในการเสียภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติตอบว่า ณ วันนี้ลูกได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไปแล้ว ในหลักเกณฑ์ที่เข้า ครม.ไม่ได้กำหนดวัน เพราะอาจเกิดความไม่เป็นธรรมจากปีที่แล้ว คิดว่าอาจไม่ได้ใช้ในปีนี้ เพราะดำเนินการผ่านไปแล้ว แต่ในปีหน้าคงต้องมานั่งทบทวนกันใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หัวใจสำคัญคือการทบทวนคนที่ตกหล่น ที่ไม่มีโอกาสไม่มีใครดูแล และไม่มีระบบสวัสดิการที่จะดูแล เราต้องการเอาคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงแต่มาแอบอ้างใช้สิทธิออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อไปใช้สิทธิอื่น วันนี้จึงต้องมีการทบทวนที่ให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเร่งดำเนินการเพราะต้องการให้เสร็จภายในเดือน ก.ค.2569 เพราะวันที่ 1 ส.ค.2569 เราจะให้คนที่หลุดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย เมื่อถามว่าคนที่ไม่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและต้องมาใช้ไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 1 ส.ค. จะได้ใช้สิทธิ 2 เดือนใช่หรือไม่ นายเอกนิติตอบว่า ใช่ ได้ 2 เดือน ทั้งนี้ ข้อมูลการลงทะเบียนบัตรคนจนล่าสุดเกือบ 10 ล้านรายแล้ว ขอย้ำว่าวันนี้เป็นเพียงการสำรวจสิทธิ ยังไม่ได้ตัดสิทธิใครเลยคลังประกาศผู้ผ่านคัดกรอง 17 ก.ค.นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมประชุมคณะกรรมการบัตรประชารัฐเพื่อสังคมโดยเร็วที่สุด เพื่อพิจารณาตามข้อสั่งการนายกฯ เกี่ยวกับคุณสมบัติหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะเรื่องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีพ่อแม่ และเกณฑ์หนี้สิน เพื่อให้การจัดสรรสวัสดิการแม่นยำและทั่วถึง จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดกรองวันที่ 17 ก.ค. การคัดกรองรอบนี้มีการเชื่อมโยงข้อมูล 40 หน่วยงาน ทำให้คัดกรองคนจนไม่จริงได้ดีกว่าอดีต ประกอบกับต้องการดึงคนตกหล่นที่จนจริง แต่ไม่เคยได้รับสิทธิให้ได้รับสิทธิ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่ค้นหาผู้ที่ยากลำบากจริงๆ แต่ไม่สะดวกเดินทางมาลงทะเบียนเอง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิอย่างแท้จริง ทั้งนี้ อำนาจการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่คณะกรรมการประชารัฐเพื่อสังคม หากได้ข้อสรุปอาจนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ตามขั้นตอนต่อไป ฝากถึงประชาชนว่าสวัสดิการอื่นๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือสวัสดิการเด็ก ยังคงเป็นแบบถ้วนหน้า และแยกส่วนกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงเป็นหลักปชน.ไล่บี้สอบรัฐใช้เงินกู้ 4 แสน ล.ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณาโครงการตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 18,800 ล้านบาทว่า เป็นการใช้เงินกู้ไปในส่วนที่เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นคนละกรณีกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มอีก 700 บาท ที่เป็นมาตรการใหม่ แต่วงเงิน 18,800 ล้านบาท ที่รัฐบาลนำมาใช้นี้เป็นสวัสดิการเดิมที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องได้อยู่แล้ว รัฐสามารถจัดสรรงบฯตามปกติให้ได้ เพียงแต่งบฯไม่เพียงพอ ในมาตรา 5 ของ พ.ร.ก.ฯ ระบุไว้ชัดเจนจะใช้จ่ายเงินกู้ได้ต้องเป็นเรื่องของการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วิกฤติพลังงานไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ประกอบกับเหตุผลแนบท้าย พ.ร.ก.ฯระบุไว้ชัดเจนว่า การใช้เงินกู้ต้องใช้เฉพาะกรณีที่ใช้งบตามปกติไม่ได้ และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐมาตรา 53 และมาตรา 54 กำหนดว่าต้องใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์อัดรัฐถังแตกแต่กู้มาใช้สุรุ่ยสุร่ายน.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า การยื่นเรื่องครั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการนำเงินกู้ไปใช้กับสวัสดิการประชารัฐ ขอย้ำว่าการตรวจสอบนี้จะไม่เป็นเหตุให้เกิดการระงับยับยั้งเงินในบัตรสวัสดิการฯ ที่จ่ายให้ประชาชนไปแล้ว ไม่เป็นเหตุให้ต้องระงับโครงการเพียงแต่ต้องการให้ทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 และเปลี่ยนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ให้ถูกต้องเท่านั้น การที่รัฐบาลถังแตกหรือมีเงินไม่เพียงพอไม่ใช่เหตุอันควรที่จะนำเงินกู้มาใช้ได้ตามอำเภอใจ เพราะจะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดพลาดต่อไปในอนาคต สุดท้ายหนี้สินจะไปพอกพูนเป็นหนี้สาธารณะกลับมาเป็นภาระของคนทั้งประเทศ หากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินกู้เพื่อใช้จ่ายงบประมาณตามปกติ ในตัว พ.ร.ก.ฯต้องเขียนระบุให้ชัดเจนไปเลยว่าเงินกู้นี้สามารถนำไปใช้ได้ในกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพียงพอ หรือมีงบประมาณไม่เพียงพออันเนื่องมาจากวิกฤติพลังงานสว.บี้ถามเงินทอนแจกเอไอช่วงสายที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา พิจารณากระทู้ถามสดของ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กรณีปัญหาความไม่โปร่งใสโครงการ TH-AI Passport ว่า โครงการนี้ใช้งบ 1,621 ล้านบาท แต่ใช้เวลาเขียนทีโออาร์จนเสร็จสิ้นการประมูลภายใน 34 วัน รวดเร็วจนน่าตกใจ เหตุใดดีอีจึงออกนโยบาย AI Pro แจกประชาชน 5 ล้านบัญชี คนไทยได้อะไร เหตุใดไม่ซื้อตรง ต้องซื้อแบบมีคนกลาง มีเงินทอนหรือไม่ บริษัทที่ชนะประมูลเป็นบริษัทที่ทำราคากลางในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข และได้ต่อสัญญาโมโตจีพีเป็นความบังเอิญอย่างร้ายกาจ มีคนพูดว่าเร่งรีบถอนทุนจากการเลือกตั้งจะทบทวนโครงการหรือไม่ด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงแทนนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ว่า ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนถึงวันเซ็นสัญญาไม่ใช่ 34 วัน มากกว่านั้น เป็นไปตามการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปไม่ผิดปกติ เราอยากให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึงการใช้ AI Pro เพื่อพัฒนาตัวเอง หากสงสัยมีเงินทอนให้ส่งเรื่องไป ป.ป.ช. ไม่ต้องมาเสียดสีชี้นำสังคม ยืนยันการทำทีโออาร์เป็นไปตามระเบียบราชการ การชี้ว่าเป็นบริษัทเดียวกับที่ได้งานโครงการต่างๆของ รัฐ ถ้าสงสัยแบบนี้คงต้องรื้องบประมาณใหม่ทุกงานภาครัฐ หลายงานก็วนไม่กี่เจ้าในแต่ละกระทรวง เพราะมีความสามารถการทำงาน ไม่ได้ล็อกให้ใคร ใครมีความสามารถก็มีสิทธิ์ประมูลงาน ส่วนจะดำเนินโครงการนี้ต่อหรือไม่ นายไชยชนกบอกจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นในวันที่ 11 มิ.ย.นี้“ท็อป” สั่งอุตฯแจงปม “ซินเคอหยวน”ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด สามารถประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นต่อไปได้ว่า เป็นการเปิดดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.โรงงาน หลังจากปิดไปเมื่อปีก่อน เนื่องจากสามารถแก้ไขแล้ว จนเปิดโรงงานได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามแม้จะดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ประชาชนและหลายฝ่ายรวมถึง 10 สมาคมผู้ค้าเหล็กยังมีข้อสงสัยในขั้นตอนการดำเนินการเปิดโรงงาน จึงสั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมชี้แจงเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการดำเนินการว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็ก ไม่ว่าจะจากเทคโนโลยีใดก็ตาม และกำชับให้กระทรวงเร่งออกมาตรการ รวมถึงผู้ที่ใช้เหล็กที่มาจากกระบวนการผลิตในแบบต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทั้งนี้หลังกลับจากเวียดนาม จะติดตามอีกครั้งว่าดำเนินการไปถึงไหน อย่างไร“ศรีสุวรรณ” ชง ป.ป.ช.สอย “ชัชชาติ”ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อป.ป.ช.ขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. กรณีถูก 2 นักการเมือง 2 พรรคการเมืองกล่าวหา ปล่อยให้ “อากง” วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งข้าราชการระดับสูง กทม. เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ข้อกล่าวหาของนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย และนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ น่าจะมิใช่เพียงการดิสเครดิตกันธรรมดาในช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ เข้าข่ายเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ชอบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เรียกนักการเมืองทั้ง 2 คน พร้อมผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาสอบ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ไทยรัฐ–พระปกเกล้าดีเบตผู้ว่าฯ กทม.ช่วงเย็นที่เดอะพาเลส สตูดิโอ ไทยรัฐกรุ๊ปร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีดีเบตผู้ว่าฯกทม. รายการเกมคุมเมือง เกมท้าชิงวิสัยทัศน์กับ 3 แคนดิเดต ชิงผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และนายอนุชา บูรพชัยศรี ทั้งนี้ นายอนุชาขึ้นเวทีโชว์วิสัยทัศน์เป็นคนแรกว่า มีนโยบาย 5 ข้อนำเสนอต่อคนกรุงเทพฯ คือ เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ ทั้งระบบราง เรือ รถ ด้วยการมีตั๋วร่วมบัตรใบเดียว เคยทำกฎหมายฉบับนี้มาด้วยตัวเองกับมือ ฉะนั้นเห็นแนวทางที่จะเดินหน้า พี่น้องประชาชนจะได้ใช้ระบบขนส่งมวลชนในราคาถูกลง และจะพยายามเจรจานำรถเมล์ ขสมก. มาอยู่ในการดูแลของ กทม. นำเรือไฟฟ้ามาเดินในคลองต่างๆ เรื่องต่อมาคือการทำบ้านเรือนให้สะอาด ปลอดขยะ เรื่องรถติดและน้ำเสียต้องทำให้เร็วที่สุด สุดท้ายในเรื่องของเศรษฐกิจรายได้ต้องดีขึ้น“ชัชชาติ” มั่นใจผลงานสานต่ออีก 4 ปีต่อมานายชัชชาติขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ว่า 4 ปีต่อไปสำคัญมาก เพราะโลกเปลี่ยนแปลง อย่างรุนแรง ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เราไม่ได้แข่งตัวเองแต่แข่งกับเมืองต่างๆทั่วโลก ในการดึงดูดคนเก่งนักลงทุน “ทีมชัชชาติ” เสนอวิสัยทัศน์ เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังของทุกคน เรามองใน 4 มิติ คนคือเมือง เมืองคือคน เราดูแลตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย การศึกษาต้องมีคุณภาพ ดูแลทุกคน ระบบสาธารณสุขดูแลครบถ้วนตั้งแต่เด็กแรกเกิดถึงวัยชรา ต้องมีสภาพเศรษฐกิจที่ดี โครงสร้างพื้นฐานเมืองที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ทั้งความปลอดภัย น้ำท่วม น้ำเสีย ขยะ ต้องตอบโจทย์ การให้บริการต้องมีประสิทธิภาพ ใช้ชีวิตที่เหมาะสม โปร่งใส กระจายรายได้ และให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และเรื่องเศรษฐกิจ เราเสนอแผนงานทั้งหมด 251 แผนงาน อยู่ในเว็บไซต์ทีมชัชชาติ.com มีรายละเอียดและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เชื่อว่าผลงานที่ผ่านมาทำให้เราได้รับความไว้ใจเลือกชัชชาติกลับมาบริหารกทม.ต่อ“ดร.โจ” ลุยยกคุณภาพชีวิตคนกรุงด้านนายชัยวัฒน์กล่าวโชว์วิสัยทัศน์ปิดท้ายว่า วันนี้มาในฐานะคนกรุงเทพฯ ที่เข้าใจดีถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตที่ดีในเมืองแห่งนี้ อาสามาในนามพรรคประชาชน ด้วยความหวังว่าจะได้เข้าบริหารเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ดูแลคน กทม.อย่างแท้จริง ทำให้ กทม.เป็นเมืองผู้คนที่อาศัย มากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ เข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องรวย ไม่ต้องมีเส้นสายไม่ต้องมีอำนาจ โดยเฉพาะปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน บริเวณจุดตัดทางรถไฟ จะเข้าไปแก้ปัญหาเชิงระบบด้วยการนำระบบเทคโนโลยี AI มาควบคุม เชื่อมต่อระบบจราจรทางบกทั้งหมดเข้ากับระบบราง ยกระดับหรืออุโมงค์แทนที่จุดตัดทางราบที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมบ่อยเซ็งเรื่องจุกจิกทำเสียสมาธิคิดนโยบายทั้งนี้ นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีว่า ตื่นเต้นกับการดีเบตหนแรก ไม่ได้ขึ้นเวทีมานานแล้ว วันนี้มีข่าวโฟกัสมาที่ตนแต่ไม่เป็นไร อยากให้เน้นที่นโยบายมากขึ้น เพราะที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระเท่าไหร่ สำหรับกรณี ส.ก.บางคน สอดใบแนะนำตัวไว้กับใบภาพของตนนั้น ตามหลักแล้วถ้าไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียงไม่สามารถเอาประวัติไปแจกได้ เพราะมีข้อกำหนดอยู่ หัวใจสำคัญคืออย่าทำให้ผู้ลงคะแนนเข้าใจผิด เดี๋ยวมีฝ่ายกฎหมายเข้าไปดูแล คงไม่ได้ไปลงในรายละเอียด “วันนี้ยืนยันว่าลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ แต่เรามีคนรู้จักชอบพอคุ้นเคยกัน อย่าง ส.ก. ทำงานกันมานานมีทุกพรรค” เมื่อถามว่านายศรีสุวรรณ จรรยา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ไปร้อง ป.ป.ช. นายชัชชาติตอบว่า เอาเลยไม่มีปัญหา นายศรีสุวรรณตรวจสอบทุกคนอยู่แล้ว การมีเรื่องเข้ามาทุกวันทำให้เราเสียสมาธิแทนที่จะไปคิดนโยบาย ต้องมานั่งตอบคำถามที่ไม่มีหลักฐานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน“แบงก์” อัดขบวนการฟอกขาว กทม.นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ตามคาดรอดยกแก๊งทุจริต กทม. เครื่องออกกำลังกายแพง ลู่วิ่งแพง 750,000-ปรับคนละ 600 บาท แล้วยุติเรื่อง วันครบรอบ 2 ปี ทุจริตเครื่องออกกำลังกายแพง ประกาศผลการสอบสวนแบบชัดๆของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ผู้ว่าฯ กทม.แต่งตั้งขึ้น ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย และตัดสินว่าเจ้าหน้าที่ 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 ราย ผิดไม่ร้ายแรง สั่งปรับ 2% ของเงินเดือน (หรือแค่ 600บาท/คน) แล้วปิดคดี เรื่องนี้คงยอมไม่ได้ เพราะทั้งที่ กทม.เสียหายเป็นร้อยล้าน และคนกรุงต้องก้มหน้ารับสภาพ โดนปล้นเงินฟรีๆเป็นร้อยล้าน เรื่องนี้เคยเตือนเมื่อปีที่แล้วว่าจะรอดหมด แต่ กทม.ออกมาโต้ว่ายังสอบสวนอยู่ การสอบของ กทม.ไม่ใช่แค่เสมือนเป็นการล้มคดี แต่คือการดูถูกคนกรุงเทพฯ ถ้าขนาด กทม.ที่สร้างภาพว่าสะอาดโปร่งใส ยังถือว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ผิด ต่อไปจะมีหน่วยงานอื่นไปลอกวิธีการโกงนี้ไปใช้ทั่วประเทศ และประเทศจะเสียหายขนาดไหน”“แสวง” เลี่ยงตอบผลประเมิน กกต.ที่โรงแรมเซนทาราไลฟ์ แจ้งวัฒนะ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวขณะจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ถึงกรณีมีรายงานข่าวได้รับการประเมินผลการทำงานจาก กกต. ต่ำกว่า 60% อาจต้องหลุดจากตำแหน่งว่า ในฐานะผู้รับประเมินขอย้ำว่าไม่มีความเห็น เมื่อถามย้ำว่ามีรายงานว่ามีมติ 4 ต่อ 3 เสียงไม่ผ่านประเมิน นายแสวงตอบว่า ไม่มีความเห็น การประเมินหมดไปแล้ว เป็นเรื่องของคู่สัญญา เมื่อถามว่ามีแนวโน้มที่จะส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความหรือไม่ นายแสวงเลี่ยงตอบคำถาม ระบุเพียงสั้นๆว่า มี รู้เท่าที่ควรรู้ เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้น กกต.แล้ว นายแสวงตอบว่า การพิจารณาอยู่ที่ กกต.ทั้ง 7 คน คงพิจารณาอย่างรอบคอบและสมบูรณ์ ไม่สามารถทราบได้ หากเป็นข้อมูลในวันนี้ก็คือเริ่มพิจารณาแล้วสว.สำรองร้อง “ฐิติเชษฐ์” ผิด ม.157ที่รัฐสภา นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมกลุ่ม สว.สำรอง แถลงถึงการเตะถ่วงคดีฮั้วเลือก สว.ของนายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ว่า บุคคลทั้งสองมีพฤติการณ์ส่อละเว้นหน้าที่ และเอื้อประโยชน์ในคดีฮั้วเลือก สว. ส่อไปในทางขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ผ่านมา 2 ปี คดียังไม่คืบหน้า ซ้ำมีพิรุธทางกฎหมาย ทั้งที่ กกต.พบหลักฐานซึ่งหน้าว่ามีพฤติกรรมทำผิดฮั้วเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 77 กลับไม่สั่งระงับยับยั้ง หรือส่งตัวดำเนินคดีทันที ปล่อยให้กระบวนการลากยาวมา 2 ปี ส่อเจตนาประวิงเวลา หรือเป่าคดี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้การเลือก สว.ที่ไม่โปร่งใส ล่าสุดยังประเมินให้นายแสวงผ่านในระดับดีเยี่ยม สวนทางความเห็นของประชาชนกรณีล้มเหลวจับทุจริตฮั้วเลือก สว. ถูกมองเป็นการตอบแทนและช่วยเหลือกันเพื่อรักษาฐานอำนาจภายใน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตรวจสอบจริยธรรมร้ายแรงและการขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้วจี้ยุบกลุ่มมิตรภาพไทย–กัมพูชาอีกเรื่อง นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. แถลงเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาในระดับรัฐสภา ด้วยการยกเลิกกลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชาของรัฐสภาว่า รัฐสภามีกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-กัมพูชา ดำเนินกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรมีความสัมพันธ์กับกัมพูชาอีกต่อไป จึงทำหนังสือเรียกร้องประธานรัฐสภายกเลิกกลุ่มมิตรภาพดังกล่าว ตัดสัมพันธ์เด็ดขาด ขอเรียกร้องคณะกรรมการที่เป็นสมาชิกรัฐสภาในกลุ่มมิตรภาพ 9 คน ทั้ง สส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและ สว. ลาออกจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว ถ้าประธานรัฐสภาเห็นหัวประชาชนก็ควรตัดสัมพันธ์กับกัมพูชา และควรเรียกร้องนานาชาติและกลุ่มอาเซียนให้ร่วมบอยคอตกัมพูชาอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่