War Powers Resolution หรือที่รู้จักในชื่อ War Powers Act ญัตติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม เป็นกฎหมายสำคัญของสหรัฐฯที่ตราขึ้นเพื่อควบคุมและตรวจสอบอำนาจของประธานาธิบดีในการส่งกำลังทหารไปปฏิบัติภารกิจในต่างแดน มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 7 พฤศจิกายน 1973จุดเริ่มต้นของญัตตินี้มาจากการที่รัฐสภาสหรัฐฯรู้สึกว่าอำนาจในการตัดสินใจทำสงครามถูกฝ่ายบริหารยึดไว้ฝ่ายเดียว จนเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้3 มิถุนายน 2026 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯมีมติผ่านญัตติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม ด้วยคะแนนเสียง 215 ต่อ 208 เป็นการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการใช้กำลังทหารต่ออิหร่าน โดยให้ประธานาธิบดีต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการปฏิบัติการทางทหาร เว้นแต่จะเป็นกรณีฉุกเฉินหรือการป้องกันตนเองโดยตรงมี สส.จากพรรครีพับลิกัน 4 คนคือ ทอมัส แมสซี (รัฐเคนทักกี) ไบรอัน ฟิตซ์แพทริก (รัฐเพนซิลเวเนีย) วอร์เรน เดวิดสัน (รัฐโอไฮโอ) และทอม บาร์เรตต์ (รัฐมิชิแกน) ที่โหวตสนับสนุนญัตตินี้ร่วมกับพรรคเด็มโมแครต ซึ่งสวนทางกับมติพรรครีพับลิกันทรัมป์ตอบโต้ทันทีผ่านทรูธโซเชียล โดยเรียก สส. ทั้ง 4 คนนี้ว่าเป็นพวกไม่รักชาติและชอบสร้างกระแส พร้อมทั้งย้ำว่าตอนนี้ตัวแกเองอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาเพื่อยุติสงครามสื่อหลายสำนักมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งสำคัญของทรัมป์ แต่ยังสรุปอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ แม้ญัตตินี้จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนในวุฒิสภา และหากมาตรการดังกล่าวเดินหน้าไปถึงขั้นที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทรัมป์ก็มีแนวโน้มสูงที่จะใช้อำนาจประธานาธิบดีคัดค้านหรือวีโต้ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทำให้ทรัมป์และพรรครีพับลีกันนั่งไม่ติด เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อคะแนนเสียงและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่แพงขึ้น ส่งผลต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การร่วมโหวตกับฝ่ายค้าน (เด็มโมแครต) ของ สส.รีพับลิกันมองได้หลายอย่าง อย่างแรกคือ สมาชิกสภาต้องการส่งสัญญาณเตือนทรัมป์ว่า ความอดทนของประชาชนและสมาชิกพรรคมีจำกัด หากสงครามยืดเยื้อโดยไม่มีจุดจบที่ชัดเจน จะส่งผลเสียต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอมของพรรคและหากทรัมป์ต้องการยุติสงครามแต่กลัวเสียหน้า การมีมติจากสภาฯมารองรับ ก็เป็นบันไดลงที่อาจจะช่วยให้ทรัมป์เอาไปอ้างได้ว่า ทำตามความต้องการของรัฐสภาและเพื่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งดูดีกว่าการยอมแพ้หรือรบแพ้อิหร่าน เป็นเหตุผลที่ดีที่สุดในการยุติสงครามแต่ด้วยความที่ทรัมป์เป็นผู้นำที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ หัวรั้น และเชื่อมั่นในตัวเองสุดโต่ง จึงมีโอกาสสูงมากที่จะใช้อำนาจวีโต้ เพื่อรักษาอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ยอมให้สภาฯมาแทรกแซงการตัดสินใจในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดทรัมป์กำลังจะอายุครบ 80 ปี ในวันที่ 14 มิถุนายน 2026 สื่อมวลชนและคนอเมริกันต่างกังวลใจกับสุขภาพของประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็นอาการง่วงเหงาหาวนอนขณะประชุมอย่างเป็นทางการ บวกกับรอยช้ำที่เห็นได้ชัดบนมือทั้งสองข้างนอกจากนี้ ยังมีกลุ่มจิตแพทย์และแพทย์บางส่วนกว่า 30 คน แถลงการณ์แสดงความกังวลต่อความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ของทรัมป์ จากพฤติกรรมผันผวน รวนเร ก้าวร้าว ขาดการยับยั้งชั่งใจ และมีความเชื่อที่หลุดจากความเป็นจริงถ้าสู้ต่อ ทรัมป์จะเจอแรงต้านจากสภาฯ และจะถูกกล่าวหาว่าทำสงครามผิดกฎหมาย แต่ถ้าถอยทรัมป์ก็จะดูเหมือนยอมแพ้ ขัดกับภาพลักษณ์ที่สร้างไว้ว่าตนเองเป็นนักเจรจาผู้ชนะการตัดสินใจของทรัมป์จึงออกมาได้ในทุกรูปแบบหากทรัมป์เมินเฉยต่อญัตติ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและอำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อยังคงนโยบายแข็งกร้าวในตะวันออกกลาง ทรัมป์ก็ต้องหาทางลงของตัวเองเพื่อจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่เศรษฐกิจภายในประเทศจะพัง จนส่งผลต่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาเต็มที.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม