เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่าคณะเสนาธิการกองทัพสหรัฐอเมริกา ได้ตบเท้าหอบเอกสารปึกใหญ่เข้าประชุมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีพญาอินทรี ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.พล.อ.แดน เคน ผู้บัญชาการคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯ และ พล.ร.อ.แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง (CENTCOM) นำทีมเสนอแผนปฏิบัติการทางทหาร 3 ประการให้ผู้นำสหรัฐฯประเมินและตัดสินใจ การประชุมดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 45 นาทีโดยเป็น 45 นาทีที่จะมากำหนดทิศทางสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อจากนี้ ภายหลังจากที่บรรยากาศการเจรจาหาทางออก ไม่เป็นไปตามที่สหรัฐฯต้องการรัฐบาลอิหร่านยังไม่ยอมสยบ เพราะมี “ไพ่ตายเด็ด” นั่นคือการควบคุม “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางการขนส่งสินค้าที่สำคัญของโลก แม้สหรัฐฯจะพยายามแก้เกมด้วยการปิดล้อมอิหร่านทางทะเล ขึงตาข่ายล้อมทางออกอ่าวเปอร์เซียไว้อีกชั้น แต่สุดท้ายก็ไร้ผล อิหร่านได้เตรียมทางแก้ไขเอาไว้ล่วงหน้าขั้นแรกคืออิหร่านได้มีการส่งฝูงเรือบรรทุกน้ำมัน ออกจากท่าเรือไปตั้งแต่ช่วงรบกัน หอบน้ำมันดิบและปิโตรเคมีกว่า 170 ล้านตัน ไปซื้อขายกันกลางทะเล โดยเฉพาะในบริเวณช่องแคบมะละกา และนอกชายฝั่งมาเลเซีย และขั้นที่สองคือการใช้เส้นทางขนน้ำมันและสินค้าลัดเลาะไปตามชายฝั่ง เข้าน่านน้ำปากีสถานและอินเดีย ไม่จำเป็นต้องออกสู่ทะเลสากล สหรัฐฯยังไม่กล้าพอที่จะเข้าไปยึดจับกุมอิหร่านกำลังไปต่อได้ ขณะที่สหรัฐฯกำลังติดหล่มจากสงครามที่ตัวเองก่อ จึงเป็นที่มาของแผนปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่ ประกอบด้วย 1.การใช้กำลังทางอากาศโจมตีอย่างรุนแรงระยะสั้นต่อเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายทางพลังงานของอิหร่าน 2.การส่งกำลังภาคพื้นดินเข้ายึดพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน และ 3.การส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปยึดหรือทำลายแร่ยูเรเนียมในประเทศอิหร่านโดยทั้งหมดถือเป็นแผนที่เข้าข่าย “การหาทางลง” และ “การประกาศชัยชนะ” ทั้งสิ้นหากสหรัฐฯทำได้สำเร็จ แผนแรกทรัมป์สามารถพูดได้ว่าอิหร่านยอมแล้ว แผนสองทรัมป์พูดได้ว่าช่องแคบเปิดแล้ว แผนสามทรัมป์พูดได้ว่าเราสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้แล้วในที่สุดอย่างไรก็ตาม ทุกแผนปฏิบัติการย่อมเป็นการเดิมพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหมายถึงการเปิดศึกอย่างเป็นทางการกับอิหร่านอีกครั้ง กองทัพสหรัฐฯจะต้องเผชิญกับยุทธศาสตร์ “อสมมาตร” ที่ทางอิหร่านออกแบบไว้เมื่อ 20 ปีก่อน เพื่อรับมือกับการรุกรานของสหรัฐฯที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและได้ประจักษ์แล้วในวันนี้ ปฏิบัติการ “มหากาพย์แห่งความเกรี้ยวกราด” Epic Fury ได้แสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพสหรัฐฯอาจเป็นแค่ภาพลวงตาเมื่อเผชิญหน้ากับแผนการรับมือของกองทัพอิหร่าน ยังคงมีรายงานเปิดเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง ว่าในช่วงที่กำลังรบกันอย่างดุเดือด ทางฝ่ายอเมริกันได้เพลี่ยงพล้ำเช่นใดบ้างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงใหม่ก็เพิ่งปรากฏอีกครั้งว่าช่วงที่เกิดเหตุเครื่องบิน F–15E ของสหรัฐฯถูกยิงตก 3 ลำเหนือน่านฟ้าคูเวต มีที่มาที่ไปเช่นไร โดยเรื่องราวกลับกลายเป็นว่า ต้นเรื่องเริ่มมาจากฐานทัพสหรัฐฯในคูเวต ซึ่งเป็นฐานที่มีทหารอเมริกันเสียชีวิตมากที่สุด ได้ถูกโจมตีด้วยเครื่องบินขับไล่รุ่น F–5 ของกองทัพอากาศอิหร่านจำนวน 2 ลำ บินเข้าไปหย่อนไข่ตรงๆแบบไร้การต้านทานจึงไม่แปลกที่เหตุการณ์ในตอนนั้น ทางกองบัญชาการ CENTCOM จะมีการพูดถึงว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯได้ออกปฏิบัติการ “ต่อสู้กับฝูงบินอิหร่าน” และถูกพวกเดียวกันยิงกันเอง ก่อนที่หลังจากนั้นจะมีการปรับเรื่องราวใหม่ พูดเพียงแค่ว่ายิงกันเอง ไม่จำเป็นต้องไปตอกย้ำกันอีกว่า “อิหร่านมีกำลังรบทางอากาศ”ไม่รวมถึงรายงานก่อนหน้านี้ว่า ฐานเรดาร์ขั้นสูงถูกถล่มด้วยโดรนพิฆาตและขีปนาวุธ เครื่องบินตรวจการณ์ถูกยิงทำลายบนรันเวย์ หรือกระทั่งปฏิบัติการช่วยเหลือนักบินในประเทศอิหร่าน ได้ส่งผลให้สหรัฐฯเสียยุทโธปกรณ์ไปเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าเครื่อง C-130 เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก-ลิตเติลเบิร์ด และเครื่องบินรบ A-10 ไปจนถึงประเด็นที่ว่ากองทัพสหรัฐฯใช้จรวดต่อสู้อากาศยานเป็นจำนวนมาก มีลุ้นว่าจะหามาเติมไม่ทันสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นมาตลอด ประธานาธิบดีสหรัฐฯป่าวประกาศไปทั่วว่า กองทัพเรืออิหร่านจมลงสู่ก้นทะเลหมดแล้ว ถัดมาไม่กี่วันอิหร่านก็ขนกองเรือเล็กออกมาปฏิบัติการเต็มช่องแคบฮอร์มุซ นายทรัมป์โพสต์โซเชียลมีเดียว่า อิหร่านไม่เหลือเครื่องบินแล้วถูกเราทำลายยิงตกจนเกลี้ยง อิหร่านก็ขนออกมาบินโชว์เหนือน่านฟ้ากรุงเตหะราน นำมาประกบคุ้มกันคณะเจรจาจากปากีสถาน รัฐบาลสหรัฐฯประกาศว่า ขีปนาวุธของอิหร่านถูกถล่มจนย่อยยับ อิหร่านก็ปฏิบัติการยิงให้ทุกคนเชยชม พร้อมบอกว่ายังเหลืออีกเยอะทั้งหมดทั้งปวง จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะชั่งน้ำหนักเช่นไร เพราะการกลับเข้าสู่สมรภูมิแบบยกระดับ ก็จักทำให้อิหร่านยกระดับตามเช่นกันและนำไปสู่ความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจหนักหน่วงกว่าเดิม แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ค้างคากันไปแบบนี้ อิหร่านก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรแถมสหรัฐฯยิ่งยากจะหาทางลง ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวประธานาธิบดีและพรรครีพับลิกันในศึกการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.นี้อย่างแน่นอน.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม