แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯและอิหร่านจะหยุดยิงเพื่อเปิดการเจรจา แต่วี่แววที่จะไปต่อได้ก็ยังดูริบหรี่ เนื่องจากว่า หากเป็นไปตาม “เงื่อนไข” ที่นำมาคุยกัน ย่อมหมายถึงชัยชนะของอิหร่านไม่รวมถึงประเด็นละเมิดข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่เริ่ม กองทัพอิสราเอลยังคงทิ้งระเบิดใส่เลบานอน บอกว่าเลบานอนไม่เกี่ยวกับการหยุดยิง หรือจากการที่สหรัฐฯยังคงใช้ท่าทีแข็งกร้าว ข่มขู่เหมือนกับตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ มีการใช้ถ้อยคำในลักษณะว่า อิหร่านต้องจำยอม ต้องปฏิบัติตามคำสั่งโดยกรณีนี้ “นัสเซอร์รุดดิน ไฮดารี” เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ให้มุมมองว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา วาทกรรมทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐฯในบางครั้ง ได้ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นบ้าคลั่ง มีการใช้คำขู่ว่าจะกวาดล้างให้สิ้นซาก จะทำให้อิหร่านกลับไปสู่ยุคหิน จะทำลายอารยธรรมของอิหร่านแน่นอนว่า วลีเหล่านี้มักถูกใช้แสดงความ “เด็ดเดี่ยว” ในทางทหาร แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ นักสังคมวิทยาและชาวอิหร่านแล้ว คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงการขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “อิหร่าน” ที่แท้จริงแล้วคืออะไร การมาเสนอว่า “รัฐอารยธรรม” สามารถถูกทำลายได้ ถือเป็นการเพิกเฉยความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวตลอด 5,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่ผ่านพ้นหายนะ ที่รุนแรงกว่ายุทโธปกรณ์สมัยใหม่มาแล้วมากมายในมุมมองของผมนั้น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองโลกผ่านเลนส์ของความเป็น “รัฐชาติ” (Nation–State) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถือกำเนิดขึ้นในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19 หมายถึงการที่รัฐบาลปกครองเหนือดินแดนที่กำหนดไว้และกลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะแต่สำหรับอิหร่านนั้นจัดอยู่ในอีกประเภทนั่นคือการเป็น “รัฐอารยธรรม” (Civili zational State) คำนิยามที่ใช้กับจีนและอินเดียด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายถึงเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความเก่าแก่และยืนยาวกว่าเส้นพรมแดน หรือระบบการเมืองในปัจจุบันความเป็นรัฐของอิหร่านสามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงอารยธรรมลีมาไมต์ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และจักรวรรดิอะคีเมนิด 550 ปีก่อนคริสตกาล ช่วงที่อิหร่านถูกพิชิตโดยพระเจ้า “อเล็กซานเดอร์มหาราช” พวกมองโกล หรือเหล่าคอลิฟะห์อาหรับในยุคแรก อิหร่านก็ไม่ได้สูญหายไปแต่กลับกัน วัฒนธรรม “เปอร์เซีย” กลับเป็นฝ่ายดูดซับผู้พิชิตเหล่านั้น ตัวอย่างเช่นมองโกลกลายมาเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะเปอร์เซีย คอลิฟะห์อับบาซิดนำระบบการบริหารราชการแบบเปอร์เซียไปใช้ นอกจากนี้ ยังเป็นเวลานับหลายร้อยปีที่ภาษาเปอร์เซีย ได้ทำหน้าที่เป็น “ภาษากลาง” (Lingua franca) ของโลกแห่งปัญญา ตั้งแต่คาบสมุทรบอลข่านไปจนถึงอินเดียโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านรวมถึงประเพณีทางสังคมและทางปัญญาที่ลึกซึ้ง ซึ่งมีมาก่อน “การก่อตั้งสหรัฐอเมริกา” นับพันปี ชาวอิหร่านคือทายาทของกลุ่มคนที่ประดิษฐ์ระบบไปรษณีย์แห่งแรกของโลก (The Royal Road) กฎบัตรสิทธิมนุษยชนฉบับแรก (ทรงกระบอกของไซรัส) และระบบชลประทานขั้นสูง (Qanats) ที่ยังคงใช้งานได้จริงในทะเลทรายจนถึงปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถทิ้งระเบิดเพื่อทำลายความรู้ในการจัดระเบียบสังคม หรือทำลายความทรงจำร่วมกันของผู้คนที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่เหมือนวันสิ้นโลกมาแล้วหลายต่อหลายครั้งสำหรับรัฐชาติทั่วไปอาจล่มสลายได้หากเมืองหลวงถูกตีแตก แต่รัฐอารยธรรมนั้นต่างออกไป อัตลักษณ์ต่างๆถูกถักทออยู่ในตัวภาษา บทกวี และปรัชญาของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาห์ สุลต่านหรือผู้นำสูงสุดทางศาสนา การถูกบอกว่าจะถูกส่งกลับไปยุคหิน คือการดูหมิ่นอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้เพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติความคับข้องใจในวอชิงตัน มักเกิดจากความย้อนแย้งทางเทคโนโลยี อิหร่านถูกขัดขวางไม่ให้ครอบครองเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 เหมือนสหรัฐฯและอิสราเอล แต่อิหร่านก็ไม่ได้ปล่อยให้น่านฟ้าหรือผลประโยชน์ไร้การป้องกัน เรามีความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิศวกรรม พัฒนาขีปนาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงและเทคโนโลยีโดรนขั้นสูง เทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเองในประเทศได้สร้างความลำบากใจให้กับแผนยุทธศาสตร์ของ “กองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก” การปฏิเสธที่จะยอมสยบได้นำไปสู่การระเบิดอารมณ์โกรธจากเหล่าผู้นำที่เคยคาดหวังว่าจะเห็นการล่มสลายของอิหร่านอย่างรวดเร็ว คำพูดเรื่องยุคหินเป็นผลจากแผนการที่ล้มเหลวเมื่อยุทธศาสตร์การ “กดดันขั้นสูงสุด” (Maximum Pressure) ไม่สามารถทำลายอิหร่านลงได้ วาทกรรมจึงเปลี่ยนไปสู่การดูหมิ่นในระดับส่วนบุคคลและระดับชาติ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า รัฐที่มีรากฐานมาจากความต่อเนื่องยาวนานถึง 5,000 ปี ไม่สามารถถูกปฏิบัติเหมือนเป็นเพียง “องค์กรทางการเมืองชั่วคราว” ได้ แม้อาวุธจะสามารถทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่ไม่สามารถลบเลือนความฉลาดหลักแหลมที่ทำให้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆออกมาได้แม้จะอยู่ภายใต้การถูกปิดล้อมประชาชนชาวอเมริกันสมควรได้รับนโยบายต่างประเทศที่วางอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง อิหร่านคือรัฐอารยธรรมสมัยใหม่ที่ซับซ้อน มีประชากรกว่า 85 ล้านคน มีอัตราการรู้หนังสือที่สูง และมีชุมชนทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า การใช้สำนวนดูหมิ่นต่างๆ เป็นการเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่าอิหร่านเคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมโลก ในขณะที่บรรพบุรุษของคนตะวันตกส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในชุมชนแบบเผ่าเร่ร่อน การจะแก้ปัญหาความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างวอชิงตันและเตหะราน ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับก่อนว่า กำลังรับมือกับอารยธรรมที่มองตนเองผ่านกาลเวลา ระดับ “สหัสวรรษ” (พันปี) ไม่ใช่ตามรอบ “การเลือกตั้ง”การดูหมิ่นประวัติศาสตร์ของชาติหนึ่งไม่ได้ทำให้ชาตินั้นยอมสยบมากขึ้น มีแต่จะทำให้ “รัฐอารยธรรม” ทำในสิ่งที่เคยทำมาโดยตลอด นั่นคือการ “อดทนต่อ ต้าน” และในท้ายที่สุดคือการยืนหยัดได้ยาวนานกว่าผู้ที่หวังจะเห็นความพินาศย่อยยับ.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม