เช้ามืดของอาทิตย์ 8 มีนาคม 2026 บริเวณประตูทางเข้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงออสโล ราชอาณาจักรนอร์เวย์ เกิดระเบิดขึ้น มีความเสียหายทางกายภาพเล็กน้อยบริเวณทางเข้า แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตำรวจนอร์เวย์และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมเร่งไล่ล่าผู้ก่อเหตุตามอนุสัญญากรุงเวียนนา แม้ตัวสถานทูตจะไม่ใช่ดินแดนของประเทศนั้นๆโดยตรง แต่ในเชิงสัญลักษณ์ สถานทูตคือตัวแทนสูงสุดของอำนาจอธิปไตยสหรัฐฯในประเทศต่างๆหลายคนมองว่า อ้า การโจมตีสถานทูตสหรัฐฯในประเทศแถบสแกนดิเนเวียซึ่งมีความปลอดภัยสูงและสงบ แม้จะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ทำให้ขอบเขตความขัดแย้งขยายตัวออกนอกภูมิภาคตะวันออกกลางไปสู่ยุโรปแล้วทว่าในฐานะที่มีประสบการณ์เห็นและสัมผัสสงครามตะวันออกกลางด้วยตัวเอง แผลกระจิริดกระจ้อยร่อยหน้าสถานทูตสหรัฐฯในนอร์เวย์ไม่น่าจะใช่การกระทำจากเครือข่ายอิหร่าน เพราะความเสียหายจะไม่ใช่แผลถลอกเพียงเท่านี้หากผู้อ่านท่านยังจำได้เมื่อสัปดาห์ก่อน กลุ่มที่เชื่อมโยงกับอิหร่านโจมตีสถานทูตสหรัฐฯทั้งในคูเวตและซาอุดีอาระเบียด้วยโดรนพิฆาตหรือจรวดที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างรุนแรงแบบหวังผล หลังจากโจมตีแล้วมักจะออกมาแสดงตัวอย่างรวดเร็วเพื่อกดดันสหรัฐฯมีคำถามว่า ทำไมความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่กลับตีข่าวใหญ่โตไปทั่วโลก ผู้อ่านท่านผู้เจริญ เหตุการณ์ลักษณะนี้มักเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อการสื่อสารเน้นทางอารมณ์ร่วมมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงปัจจุบันทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารมาเร็วกว่าความจริง และมีการเสี้ยมทางการเมืองซ่อนอยู่ สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือหลักฐานชิ้นแรกที่หน่วยข่าวกรองจะปล่อยออกมา ถ้ามีการระบุตัวผู้ก่อเหตุเร็วจนเกินไป หรือมีหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงอิหร่านแบบง่ายจนผิดปกติ ให้เอ๊ะไว้ก่อนว่า นี่อาจเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าย้อนกลับไปในยุคสงครามที่ยังใช้เรือใบ โจรสลัดหรือเรือรบมักจะชักธงปลอมหรือ False Flag ของชาติที่เป็นมิตรขึ้นที่เสาเรือ เพื่อหลอกล่อให้เรือเป้าหมายตายใจและยอมให้เข้าใกล้ ก่อนจะชักธงจริงขึ้นมาแล้วทำการโจมตีวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป False Flag ถูกนำมาใช้เรียกการปฏิบัติการที่ถูกออกแบบมาเพื่อโยนความผิดให้กับฝ่ายอื่น เรียกสั้นๆว่า “ปฏิบัติการจัดฉาก”False Flag เกิดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมจากการสร้างสถานการณ์ว่า “เราถูกโจมตีก่อน” เพื่อเสียงสนับสนุนจากประชาชนและสังคมโลก แถมยังทำให้ศัตรูดูเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก และทำให้คนในชาติเกิดความกลัวและหันมาสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้นเหตุการณ์คลาสสิกและสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของ False Flag คือปฏิบัติการซูซานนาห์ หรือ Operation Susannah ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1954 ที่อียิปต์2 กรกฎาคม 1954 เกิดระเบิดลูกแรกที่ที่ทำการไปรษณีย์ในเมืองอเล็กซานเดรียของอียิปต์ ต่อมา 14 กรกฎาคม 1954 เกิดระเบิดที่ห้องสมุดศูนย์วัฒนธรรมสหรัฐฯ (USIA) ในกรุงไคโรและอเล็กซานเดรีย รวมถึงโรงภาพยนตร์ของอังกฤษ และ 23 กรกฎาคม 1954สิ่งที่อยู่ในกระเป๋าของสายลับที่ชื่อฟิลิป นาแทนสัน เกิดระเบิดก่อนกำหนดที่หน้าโรงภาพยนตร์ริโอ ในอเล็กซานเดรีย ตำรวจอียิปต์เข้าควบคุมตัว และขยายผลจนจับเครือข่ายสายลับอิสราเอลได้ทั้งกลุ่มรัฐบาลอิสราเอลในขณะนั้นโบ้ยว่า นี่เป็นการจัดฉากของอียิปต์เพื่อใส่ร้ายชาวยิวสื่อตะวันตกก็ตีข่าวใหญ่โตเพราะเชื่อตามอิสราเอล จนกระทั่งความจริงถูกเปิดเผยว่า นี่คือปฏิบัติการของหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลเพื่อเสี้ยมโลกให้เชื่อว่านี่เป็นฝีมือการกระทำของฝ่ายศัตรูกลุ่มหัวรุนแรง เพื่อกดดันไม่ให้อังกฤษถอนทหารออกจากคลองสุเอซ แต่รัฐบาลอิสราเอลก็นั่งยันนอนยัน ไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้หลังจากเหตุการณ์ระเบิดที่อียิปต์ผ่านไป 51 ปี เดือนมีนาคม 2005 นายโมเช คัตซาฟ ประธานาธิบดีอิสราเอล จัดพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูสายลับ 3 คนที่ยังมีชีวิตอยู่จากปฏิบัติการซูซานนาห์ รวมถึงมอบให้ครอบครัวของสายลับที่เสียชีวิตไปแล้วในพิธีรัฐบาลอิสราเอลเรียกสายลับกลุ่มนี้ว่า “วีรบุรุษผู้ถูกลืม” และยอมรับว่าพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของหน่วยข่าวกรองทหารอิสราเอลจริงปิดฉากคำโกหกที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การทูตของโลก.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม