ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ หันมาใช้มาตรา 301 ตามบทบัญญัติของกฎหมายการค้าเป็นเครื่องมือขึ้นภาษีนำเข้ากับรายประเทศ ซึ่งรุนแรงไม่แพ้เครื่องมือเดิม Reciprocal Tariff หรือ IEEPA ที่ศาลสูงสหรัฐฯเพิ่งมีคำสั่งให้ เป็นโมฆะ ไปเมื่อสองสามวันก่อนทรัมป์ตอบโต้คำสั่งศาลด้วยการประกาศขึ้นภาษี 15% กับทุกประเทศทั่วโลกก่อนจะ ขู่ซ้ำว่าเขายังมีเครื่องมืออีกหลายอย่างที่จะบีบให้ประเทศต่างๆกลับมาคุยกับเขาใหม่สำคัญคือ ประเทศไหนที่จ่ายภาษี IEEPA ให้สหรัฐฯแล้ว และอยากจะขอคืนต้องไปฟ้องร้องต่อศาลเอง ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนทีเดียวกว่าจะได้เงินคืนดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินของเกียรตินาคินภัทร ให้ความเห็นไว้ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” กับ “เฮียหมาแก่” ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ วันก่อน ต่อกรณีข้างต้นซึ่งมองได้ว่า ระยะสั้นๆบางประเทศดูเหมือนได้ประโยชน์ เช่น ไทยจาก 19% ลดลงเหลือ 15% ส่วนสิงคโปร์เคยเสียอยู่ 10% จะต้องเสียใหม่ 15% เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ความไม่แน่นอนมากกว่า โดยเฉพาะสิ่งที่น่าเป็นกังวลคือ ไม่รู้ว่า สุดท้ายทรัมป์จะใช้เครื่องมืออะไร...ไม่รู้ว่าประเทศไหนจะโดนภาษีมากกว่ากัน และหากมีการสอบสวนตาม ม.301 กับประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯสูงๆ อาจโดนเพิ่มภาษีได้อีกสินค้าพิเศษที่อาจโดนเก็บภาษีสูงกว่า 15% ตามกลุ่มเดิม ก็เช่น EV แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ และกลุ่มใหม่ที่เพิ่งใช้บังคับ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์ ชิป สินค้าเหล่านี้ โดนภาษีนำเข้าอยู่แล้ว 25-50% ซึ่งก็ถือว่าสูงอยู่แล้ว คงไม่โดน 15% On Top อีกสำหรับประเทศไทย ซึ่งโดนภาษีทรัมป์เดิม 19% เอาจริงๆไทยจ่ายไม่ถึง 19% เพราะมีรายการยกเว้นอยู่ เช่น คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ สมาร์ทโฟน ฯลฯ สินค้าที่ได้รับการยกเว้นเหล่านี้ คิดเป็นประมาณ 40% ของการส่งออกไปสหรัฐฯมีคำถามว่าสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยหรือไม่ คำตอบคือ กระทบ เพราะตลาดได้เริ่มปรับตัวได้แล้วจากรอบก่อน แต่กลับถูก “เขย่าใหม่” ภายใต้ความคลุมเครือ ไม่แน่นอน ไม่รู้ใครจะโดนอะไรอีก เมื่อใด และอย่างไรสิ่งสำคัญอีกประการคือ ตลาดเงินตลาดทุน เกลียดที่สุดคือ ความไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนระลอกใหม่มีคำถามอีกว่าเกมใหญ่ของทรัมป์คืออะไร ดร.พิพัฒน์ ให้ความเห็นว่า ม.301 ปกติใช้ เวลาสอบสวนเป็นปี แต่รอบนี้เร่งให้เสร็จภายใน 150 วัน ทีนี้ในช่วงที่มีอำนาจเก็บภาษี 45% อยู่ จะเร่งให้ประเทศต่างๆกลับมาเจรจารอบใหม่ได้ แต่ถ้าเจรจาไม่จบ อาจโดนภาษีสูงกว่า 15%ส่วนที่ว่า ค่าเงินบาท–ดอลลาร์ ราคาทองคำ และราคาน้ำมัน จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯถ้าเงินเฟ้อสูงกว่าคาด เฟดอาจยังลดดอกเบี้ยเร็วไม่ได้ และถ้าดอกเบี้ยสูงนาน ค่าเงินดอลลาร์จะแข็ง ความไม่แน่นอนนี้จะวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งก็คือทองคำ (ในระยะสั้น) ขณะที่ราคาน้ำมันน่าจะขึ้นอยู่กับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านมากกว่าเห็นด้วยยิ่ง.มิสไฟน์คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม