มีความเชื่อกันมานานว่า นิสัยของคนอเมริกันเวลาเจรจาธุรกิจคือทุบโต๊ะ “เล่นไม้แข็ง” ก่อนที่จะตกลงอะไรกันได้อย่างลงตัว แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไรนัก แต่การกลับสู่อำนาจของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับสะท้อนว่า สเตอริโอไทป์ (Stereotype) หรือเชื่อแบบเหมารวม ก็พอจะมีเค้าลาง เพราะนับตั้งแต่ข้อตกลงกำแพงภาษี สถานการณ์เวเนซุเอลาหรืออิหร่าน ก็เป็นไปในรูปแบบนี้ทั้งสิ้น ลามมาจนถึงการบริหารความสัมพันธ์เจรจาต่อรองกับ “จีน” โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นครั้งที่ 5 ในรอบเกือบ 3 ปี ที่สำนักข่าวกรองกลางแห่งชาติสหรัฐฯ (CIA) เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ เรียกร้องให้ชาวจีนขายข่าววงในหรือข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวงการทหาร ความมั่นคง และเทคโนโลยีของจีน ให้กับสหรัฐฯสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ ที่ประธานา ธิบดีทรัมป์เรียกกลุ่มผู้นำชาติละตินอเมริกา มาร่วมประชุมที่รัฐฟลอริดา ในวันที่ 7 มี.ค. เพื่อวางบทบาทกันใหม่ว่าสหรัฐฯ คือเจ้าอิทธิพลตัวจริงในซีกโลกตะวันตกไม่ใช่จีน หวังปรับสมดุลจากการที่จีนเข้าไปมีความร่วมมือมากมายกับชาติอเมริกากลาง-ใต้อย่างต่อเนื่องไม่รวมถึงเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ “ไต้หวัน” เร่งกระบวนการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ หลังจากการอนุมัติสั่งซื้อเพิ่มอยู่ในสภาพติดหล่ม เกิดข้อถกเถียงทางการเมืองทั้งหมดทั้งปวงนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนหน้ากำหนดการเยือนประเทศจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงต้นเดือน เม.ย. เพื่อจัดการเจรจาหารือคลี่คลายสถานการณ์ด้านความสัมพันธ์กับ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีนแน่นอนว่ากลยุทธ์สร้างความได้เปรียบก่อนการเจรจาใดๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนทำกัน แต่ยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ถือว่าค่อนข้าง “โจ่งแจ้ง” เดินเกมเขย่าสารพัด ซึ่งจะหนักหรือเบาแล้วแต่หัวข้อที่จะนั่งโต๊ะต่อรองกันถือเป็นเรื่องที่ทั่วโลกรวมถึงรัฐบาลไทยต้องเรียนรู้และพยายามอุดช่องโหว่ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมาคงเห็นกันแล้วว่า อเมริกายุคทรัมป์ข่มคนที่ข่มได้ แต่พอเป็นจีนก็ไม่กล้าใช้ไม้แข็ง ไม่ส่งกองเรือไปปิดอ่าว ใช้วิธีตีรวนแบบรอบด้านก่อนคุย เพราะจีนวันนี้คือมหาอำนาจโลก. ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม