อาหารญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในเมนูโปรดอันดับต้นๆของคนไทยมาอย่างยาวนาน ทว่าท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือด ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากที่เคยขยายตัวสู่ช่วงเวลาที่ต้องพิสูจน์ความแข็งแกร่ง ด้วยคุณภาพ ตัวตน และประสบการณ์ที่แตกต่างนายอาเบะ อิจิโระ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ “เจโทร” กรุงเทพฯ และ นายโยชิฮิโระ ชูดะ เลขาธิการแพลตฟอร์มการส่งออกอาหารของญี่ปุ่นในไทย เผยผลสำรวจประจำปี 2568 พบว่า มีร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยรวม 5,781 ร้าน ลดลง จากปีก่อนหน้า 135 ร้าน หรือ 2.2% นับเป็นการติดลบครั้งแรกตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2550 และยังหดตัวในทุกพื้นที่ ในกรุงเทพฯ ลดลง 2.3% ปริมณฑลลดลง 3.1% ต่างจังหวัดลดลง 1.9% สะท้อนถึงภาวะตลาดเติบโตเต็มที่ และเกิดกระบวนการคัดกรองผู้ประกอบการโดยธรรมชาติอย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพรวมชะลอตัว กลับพบการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่น่าสนใจ “ร้านเฉพาะทาง” เป็นดาวรุ่งที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ร้านราเมง เพิ่มขึ้น 2.6% และ กลุ่มคาเฟ่ เติบโตสูงถึง 6.4% จากกระแสมัทฉะ ฟีเวอร์ ขณะที่ ร้านปิ้งย่างและยากินิกุ กลับ ลดลงถึง 9% บ่งชี้ว่าผู้บริโภคเริ่มมองหา ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialty) มากกว่าร้านอาหารที่มีเมนูหลากหลายแต่ไร้เอกลักษณ์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปส่วนหนึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจและค่าเงินเยนอ่อนค่า จูงใจให้กลุ่มที่มีกำลังซื้อเลือกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ต้นตำรับถึงญี่ปุ่นแทน การจะดึงลูกค้าด้วยคำว่า “พรีเมียม” เป็นจุดขายนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องอาศัย การเรียงร้อยเรื่องราว (Storytelling) ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ความคุ้มค่า ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ผ่านโซเชียลมีเดียที่ทรงพลังแม้จำนวนร้านจะลดลง แต่ความต้องการวัตถุดิบญี่ปุ่นยังขยายตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารจากญี่ปุ่นมาไทยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 สูงถึง 66,400 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 16.1% ครองอันดับ 7 ของโลก สะท้อนบทบาทอาหารญี่ปุ่นยังคงเป็น Soft Power ทรงอิทธิพลขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม