พ่อของนางกมลา เทวี แฮริส เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวจาเมกา แม่เป็นนักวิจัยด้านมะเร็งที่เติบโตในอินเดียในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับสิทธิพลเมือง ความเสมอภาค และการศึกษานางแฮริสเคยเป็นอัยการเขตซานฟรานซิสโก อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย วุฒิสมาชิก และรองประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 49 คู่กับประธานาธิบดีไบเดน เป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นรองประธานาธิบดี เป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกันคนแรก และเป็นลูกหลานผู้อพยพเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้นางแฮริสวิจารณ์การจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นายนิโคลัส มาดูโร ของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าเป็นการโจมตีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ฉลาด (โง่) เธอตั้งคำถามเรื่องแรงจูงใจของทรัมป์ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่น่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลามากกว่าใช่หรือไม่ทันทีที่ทรัมป์จับมาดูโร เสียงก็กระหึ่มกึกก้องร้องก่นด่าไปทั้งโลกทำนองว่าไม่เห็นด้วย งานนี้นะครับ ทรัมป์อาจจะสะใจที่จับมาดูโรได้ แต่เป็นความสะใจในระยะเวลาสั้นๆ ทว่าในระยะยาว สหรัฐฯเสียมากกว่าได้ เสียชื่อบนเวทีโลกการจับตัวผู้นำรัฐอธิปไตยเป็นการละเมิดกติกาสากล และจะกลายเป็นแบบอย่างอันตรายที่จะย้อนกลับมาทำร้ายสหรัฐฯในอนาคต เวเนซุเอลาจะถูกผลักไปอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายตรงข้ามสหรัฐฯอย่างเต็มตัวนัวเนียเลียแผล จีนจะใช้กรณีนี้ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อ้า สหรัฐฯเป็นประเทศอันตรายของโลก และรัสเซียจะมีข้ออ้างในการเพิ่มบทบาททางทหารผู้อ่านท่านครับ สหรัฐฯเปิดแนวรบใหม่ใกล้บ้านตัวเอง ต่อไปนี้ กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายในภูมิภาคจะรวมตัวกันต่อต้านสหรัฐฯ ผู้บริหารชาติรัฐทั้งหลายในโลกใบนี้ที่เคยเป็นกลาง จะเริ่มถอยห่างจากสหรัฐฯ ทรัมป์เอาเรื่องที่จับมาดูโรไปโม้ในโซเชียลมีเดียได้เพียงไม่กี่วัน แต่สหรัฐฯจะเสียชื่อและจะเผชิญความยุ่งยากถาวรไม่ใช่แต่ผู้คนนอกสหรัฐฯเท่านั้นนะครับ แม้แต่คนสหรัฐฯจำนวนไม่น้อยก็ออกมาก่นด่าว่าทรัมป์กันเต็มประเทศ ฮะคีมเจฟฟรีย์ สส.จากรัฐนิวยอร์ก (ที่มีเมืองหลวงชื่อออลบานี และมีเมืองที่มีชื่อเสียงอย่างนิวยอร์กซิตี้) ออกมาบอกว่า การจับผู้นำต่างประเทศขัดรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ การทำสงครามหรือการปฏิบัติการทางทหารต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาแม้แต่นายเจอร์รี แนดเลอร์ สส.จากรัฐนิวยอร์กเช่นกัน นายคนนี้เป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการตุลาการ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและกระบวนการถ่วงดุลอำนาจบอกว่าการใช้กำลังกับเวเนซุเอลา เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีสหรัฐฯไม่มีอำนาจทำสงครามฝ่ายเดียว หากไม่ผ่านสภาคองเกรสสีข้างของนายมาโก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯเป็นแผลถลอกปอกเปิก เพราะแกเอาสีข้างเข้าถูข้างฝาอยู่ตลอดเวลา แกบอกว่า อ้า การไปจับนายมาดูโรไม่ใช่การประกาศสงคราม เป็นการไปจับกุมผู้ต้องหาธรรมดา มันเป็น limited military action เป็นการปฏิบัติการทางทหารที่จำกัด ไม่ต้องไปขออนุมัติรัฐสภาพวกที่เห็นด้วยกับการที่ทรัมป์บุกเวเนซุเอลาเป็นพวกที่มีความเชื่อใน War Powers Resolution (1973) ผู้อ่านท่านผู้มีเกียรติ หลังจากสงครามเวียดนามก็มีการออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการใช้กำลังทหารในต่างประเทศ ป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีลากสหรัฐฯเข้าสงครามโดยลำพังตอนนี้พวกสนับสนุนทรัมป์อ้าง War Powers Resolution (1973) เพราะกฎหมายนี้บอกว่าประธานาธิบดีใช้กำลังได้ก่อน (ไม่ต้องขออนุญาตคองเกรส) แต่ต้องแจ้งให้รัฐสภาทราบภายในเวลา 48 ชั่วโมง ให้ใช้กำลังได้จำกัดเวลา หากภายหลังปรากฏว่ารัฐสภาไม่อนุมัติ ประธานาธิบดีต้องถอนกำลังภายในเวลา 60 ชั่วโมง แต่มีช่วงผ่อนผันอีก 30 วัน รวมสูงสุด 90 วันWar Powers Resolution (1973) คือสิ่งที่นายรูบิโอใช้อ้างอย่างเลอะเทอะเปรอะปะกับประชาชนคนอเมริกันและกับคนทั้งโลก จะเห็นว่าทั้งทรัมป์และรูบิโอ รวมทั้งเครือข่ายต่างๆ ไม่ใช้คำว่า war (สงคราม) แต่ใช้คำว่า 1.ปฏิบัติการจำกัด 2.ภารกิจความมั่นคง 3.การจับกุมผู้ร้ายข้ามชาติผู้อ่านท่านครับ สิ่งที่ผมเขียนวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเวเนซุเอลา แต่เป็นเรื่องที่สหรัฐฯทำลายสิ่งที่ตัวเองสร้างมาตลอด 80 ปี.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม