นับตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “กำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 11 ม.ค. และเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ. 2569” ส่งผลให้การหาเสียงเริ่มเข้มข้นขึ้นโดยผู้สมัครต่างนำทีมลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อแนะนำตัว และชี้แจงนโยบายของพรรคในการ ขอคะแนนเสียงกันอย่างคึกคักถ้าหากดูแนวโน้ม “การเลือกตั้ง สส. และนายก อบต.” ก็จะเห็น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้นในหลายระดับ “ทุกพื้นที่ปรากฏการแข่งขันกันอย่างดุเดือด” จนส่อแววให้เห็นถึงความเสี่ยงของการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยเฉพาะระดับท้องถิ่นแม้จะมีฐานเสียงไม่มาก แต่อาจต้องใช้เงินค่อนข้างสูงด้วยซ้ำซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีน้อยก็จริง “แต่ผลแพ้ชนะสามารถตัดสินได้จากคะแนนเพียงเล็กน้อย” ขณะที่การเลือกตั้ง สส.ต้องอาศัยฐานเสียงระดับเขตมีขนาดใหญ่การจ่ายต่อหัวย่อมลดลงด้วย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรอง ผบช.น. มองว่า การเลือกตั้งนายก อบต.มักมีการแข่งขันรุนแรง และคาดว่าจะใช้เงินกันสูงมากลือกันว่า “บางพื้นที่จ่ายกันหัวจ่าย 3,000 บาท” โดยเฉพาะ อบต.เกรด A ที่มีผลประโยชน์ในพื้นที่อย่างโรงงานหรือฐานภาษีเยอะมักมีผู้สนใจลงชิงตำแหน่งกันนำมาสู่การแข่งขันรุนแรง แม้จะเป็น อบต.ขนาดเล็กก็ตามเช่นเดียวกับ “ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน” ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญ ในการเลือกตั้งจากอำนาจและอิทธิพลในพื้นที่ “ผู้ดำรงตำแหน่งนี้” จึงมักเน้นสร้างบารมีอำนาจหน้าที่มากกว่าเงินเดือนทำให้การแข่งขันก็เข้มข้นด้วยเมื่อเป็นเช่นนี้ “ความขัดแย้งมักก่อให้เกิดความรุนแรง” ถ้าใน อดีตบางกรณีถึงขั้นก่อเหตุร้ายแรงกับคู่แข่ง เช่น เหตุการณ์ยิงผู้สมัครนายกเทศมนตรีใน จ.ราชบุรี เมื่อไม่กี่ปีจนสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองสามารถลุกลามรุนแรงได้เสมอ โดยเฉพาะการแข่งขันแบบตัวต่อตัวมักมีเหตุขัดแย้งระหว่างคู่แข่งอยู่บ่อยๆเพราะมีเป้าหมายให้เหลือผู้สมัครคนเดียว “หวังรับตำแหน่งอัตโนมัติ” แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิขั้นต่ำ “หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์” แม้มีผู้สมัครเพียงคนเดียวก็ไม่ถือว่าชนะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ อีกทั้งบางกรณีก็เกิดขึ้นจาก “หัวคะแนน” แต่เดิมเคยทำงานให้ภายหลังเปลี่ยนไปสนับสนุนอีกฝ่ายก็ถูกมองว่าไม่ซื่อสัตย์ทรยศ หรือบางคนรับเงินไปแล้วแต่ไม่ทำตามที่ตกลงกัน กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง และความตึงเครียดในการแข่งขันที่เกินขอบเขตของประชาธิปไตยที่พบได้ตั้งแต่อดีตแต่ปัจจุบันความรุนแรงแบบนี้ “ยังปรากฏให้เห็นในบางพื้นที่” เพียงแต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วมักทำให้เข้าใจว่า “เป็นเรื่องส่วนตัว หรือ สาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง” ทั้งที่ในหลายกรณีมีปัจจัยทางการเมือง แฝงอยู่ โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่มีการแข่งขันกันสูง เช่น บางพื้นที่ในภาคใต้ อย่าง จ.นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพรเนื่องจากเป็นจังหวัดใหญ่ “ผู้สมัครบางคนมีอิทธิพล” ทำให้การ แข่งขันทางการเมืองเข้มข้นสูงต่างฝ่ายต่างพยายามเอาชนะคู่แข่งนำมาสู่การ ใช้อิทธิพลต่อคะแนนเสียงและทำลายคู่แข่งทางการเมืองนอกกรอบปกติขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ กทม. “เน้นชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ผลงาน ประวัติส่วนตัว หรือกระแสความนิยมเป็นหลัก” ทำให้การใช้เงิน หรือ เครือข่ายระดมคะแนนน้อย “ภาคเหนือ” การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ยึดโยงกระแสพรรคการเมืองมากกว่าบุคคล “ภาคอีสาน” อาจพบการ แข่งขันที่เข้มข้นบางพื้นที่แต่ก็ยังไม่ถือว่ารุนแรงยกเว้น “ภาคกลาง” มีแนวโน้มการแข่งขันสูงในจังหวัดที่มีเครือข่าย อิทธิพลฐานอำนาจที่เข้มแข็ง อย่างเช่น จ.นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี ลพบุรี เพราะมีผู้มีอิทธิพลบ้านใหญ่เครือข่ายอำนาจท้องถิ่น “ลงสมัครทางการเมืองเยอะ” ทำให้บรรยากาศการแข่งขันเข้มข้นเป็นพิเศษ และมีความเสี่ยงเกิดความขัดแย้งรุนแรงคำถามคือ “ปัจจุบันยังมีการใช้ความรุนแรงทางการเมืองอยู่หรือไม่” ถ้าดูตามโครงข่ายอิทธิพลนอกระบบที่เคยมีบทบาทในอดีตนั้น “นักการเมืองบางส่วน” ต้องพึ่งพาเครือข่ายอิทธิพลนอกระบบ หรือซุ้มมือปืน เพื่อสนับสนุนทางการเมือง แต่รูปแบบนี้ได้เปลี่ยนไป เครือข่าย ซุ้มมือปืนกลับต้องมาพึ่งพากลุ่มอำนาจนักการเมืองในพื้นที่เพื่อรับการคุ้มครองตนเอง “ส่งผลให้ซุ้มมือปืนแบบเดิมไม่หลงเหลือแล้ว” คงเหลือเพียงแต่กลุ่มนักเลงประวัติไม่ดีเข้ามาอยู่ในความดูแลของนักการเมืองบางรายแบบไม่เปิดเผยเพื่อใช้งานจัดการสถานการณ์เฉพาะอีกลักษณะคือ “การเสริมอิทธิพลสร้างความน่าเกรงขามให้ฝ่ายตรงข้ามกลัว” โดยจะเน้นกลุ่มคนมีประวัติเด่นด้านความรุนแรง หรือมีเครือข่ายสนับสนุนสามารถป้องกันตัวเองได้ โดยทั่วไปที่นักการเมืองรับคนเหล่านี้เข้ามาดูแลมักเป็นการสร้างบารมี และเสริมภาพลักษณ์ตนเองมากกว่าจะเปิดเผยให้คนภายนอกรู้ในทางกลับกัน “กลุ่มนักเลงเหล่านี้ก็จะได้รับการคุ้มครองจากอำนาจของนักการเมือง” ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบพึ่งพาระหว่างกัน แต่โครงสร้างลักษณะแบบซุ้มมือปืนที่เป็นระบบในอดีตแทบไม่ปรากฏแล้วเช่นนี้ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง “เจ้าหน้าที่รัฐหลายฝ่ายมีความ สำคัญ” เพื่อป้องกันความรุนแรงและการทุจริตทางการเมืองตั้งแต่ “ตำรวจ” มีบทบาทในการกวาดล้างและตรวจสอบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่มีเครือข่ายอิทธิพล หรือกลุ่มผู้สนับสนุน เพื่อตรวจค้นอาวุธปืนในการป้องกันไม่ให้เกิดการข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรงระหว่างการเลือกตั้งทั้งยังตรวจสอบโครงสร้างกลุ่มผู้สนับสนุน และหัวคะแนน ติดตามความเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น “ฝ่ายความมั่นคงและทหาร” มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ “กกต.” ต้องทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองในการตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง และประเมินสถานการณ์ถัดมาคือ “สันติบาล” มีหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมของนักการเมือง และติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่มักมีข้อมูลแม่นยำสูง อันจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐวางมาตรการป้องกันล่วงหน้าได้ เพราะการใช้เงินในการเลือกตั้งมีมากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สมัครที่มาจากกลุ่มเศรษฐีหน้าใหม่ หรือผู้ที่มีรายได้จากธุรกิจออนไลน์กลุ่มเหล่านี้ใช้เงินจำนวนมาก “สนับสนุนการเลือกตั้ง” ด้วยการ ลงทุนทางการเงินสร้างภาพลักษณ์ และระดมคะแนนเสียงก็สามารถส่งผลต่อการเมืองในระดับสูงได้ ซึ่งทำให้ผู้สมัครกลุ่มนี้มีอิทธิพลสูงเกินปกติ“สุดท้ายอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนคนไทย เงินที่ได้รับจากการ ขายสิทธิ หรือซื้อเสียงนั้นอาจใช้หมดเพียงวันเดียว แต่ว่าผลกระทบจากการได้ตัวแทนที่ไม่ดีมาเป็นผู้บริหารหรือผู้แทนของประชาชนจะตามเราไปนานถึง 4 ปี ซึ่งเราจะต้องแบกรับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ และการบริหารงานที่ไม่ดีไปอีกนาน” พล.ต.ต.วิชัย ว่าฉะนั้นอยากฝากถึง “พี่น้องประชาชนต้องเลือกคนดีเข้าสภา” หากเราไม่เลือกคนดีปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง และประชาชนจะกลายเป็นเหยื่อในวังวนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม