ขณะที่ผมเขียนบทความรับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพ นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กำลังเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน นายกฯออสเตรเลียมีกำหนดการเยือนจีน ตั้งแต่ 12-18 กรกฎาคม 2025นายกฯอัลบาเนซีใช้เวลาในจีนนานถึง 6 วัน ทำให้เห็นว่าไม่ได้ไปเล่นๆนะครับ เพราะแกหนีบคณะผู้บริหารจากบริษัทเหมืองแร่ขนาดใหญ่ระดับโลกจากออสเตรเลียตามคณะไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Rio Tinto, BHP และ Fortescue เข้าร่วมพูดคุยกับผู้ผลิตเหล็กจีน เพื่อส่งเสริมการค้าเหล็ก และเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศนอกจากต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันแล้ว ยังต้องการผลักดัน Green Steel ด้วยการใช้เหล็กไร้คาร์บอนและไฮโดรเจน เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของทั้งสองประเทศ เท่านั้นยังไม่พอ อัลบาเนซีต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา และโน้มน้าวให้จีนยกเลิกมาตรการกีดกันสินค้าที่เคยมีต่อกัน และขอให้ช่วยผู้ส่งออกออสเตรเลียได้กลับเข้ามาขายสินค้าในตลาดจีนอีกครั้งถ้าผู้อ่านท่านยังจำได้ ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับจีนตึงเครียดอย่างรุนแรงตั้งแต่ ค.ศ.2018–2020 สาเหตุสำคัญมีมากมายหลายเรื่อง เพราะรัฐบาลออสเตรเลีย...1.เป็นประเทศแรกที่ประกาศแบนบริษัทหัวเว่ยของจีน จากการมีส่วนร่วมในโครงข่าย 5จี โดยอ้างเหตุผลความมั่นคง 2.ออกกฎหมายต่อต้านอิทธิพลต่างชาติซึ่งเป็นกฎหมายควบคุมการแทรกแซงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการล็อบบี้ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน3.เรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระเกี่ยวกับต้นตอของโควิด-19 จากจีน 4.แสดงจุดยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามจีนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮ่องกง ซินเจียง และไต้หวัน รวมทั้ง 5.ประเด็นความมั่นคงที่อนุมัติให้สร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ทำให้จีนมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจีนตอบโต้ด้วยการใช้มาตรการทางการค้า ไม่ว่าจะตั้งกำแพงภาษี จำกัดการนำเข้าสินค้าสำคัญจากออสเตรเลีย ทั้งไวน์ ถ่านหิน ล็อบสเตอร์ ฯลฯ นอกจากนั้น กระทรวงศึกษาธิการจีนยังได้ออกประกาศเตือนให้นักเรียนระมัดระวังเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการเลือกปฏิบัติ และความไม่ปลอดภัยก่อนเดินทางไปออสเตรเลีย แม้ไม่มีการแบนทางกฎหมาย แต่การเตือนลักษณะนี้ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จีนใช้ตอบโต้รัฐบาลออสเตรเลียช่วงที่มีปัญหากับจีน รายได้จากการศึกษาของออสเตรเลียลดลงมากถึงร้อยละ 44 (2020–2021) จำนวนนักเรียนจีนที่เคยมีมากถึง 1.5–2 แสนคน (2019) ลดลงเหลือ 1.25 แสนคน (2023) ทำให้บรรดาสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้น สถานที่พัก รวมทั้งธุรกิจน้อยใหญ่กระทบหนัก แม้ว่าตอนนี้นักศึกษาจีนจะทยอยกลับไปเรียนที่ออสเตรเลียอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่กลับไปสู่จุดเดิมความสัมพันธ์ออสเตรเลีย-จีนเริ่มตกต่ำมาตั้งแต่ยุคของนายกฯ มัลคอล์ม เทิร์นบูล (2015-2018) และมาย่ำแย่หนักในยุคของนายกฯ สกอตต์ มอร์ริสัน (2018-2022)จนกระทั่งอัลบาเนซีเข้ารับตำแหน่งนายกฯออสเตรเลียครั้งแรกเมื่อ 23 พฤษภาคม 2022 หลังจากที่พรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2022 และเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 เมื่อ 3 พฤษภาคม 2025 จากการที่นำพรรคแรงงานชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปี ที่นายกรัฐมนตรีได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ติดต่อกัน การที่ประชาชนเทคะแนนให้พรรคแรงงาน เพราะคนออสเตรเลียต่างเอือมระอากับการบริหารประเทศของพรรคเสรีนิยมที่สำคัญคือ อัลบาเนซีมีบุคลิกภาพที่ ‘อ่อนนอก แข็งใน’ ไม่เผชิญ หน้าโดยตรง เน้นการประนีประนอม และมีความสามารถด้านการสื่อสารได้ดีทั้งในและต่างประเทศ บุคลิกต่างจากนายมอร์ริสันที่แข็งกร้าวดุดันการที่ออสเตรเลียได้ผู้นำอย่างอัลบาเนซีถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับจีนที่ระหองระแหงกันมานานหลายปี และถึงแม้ว่าอัลบาเนซีจะฟื้นความสัมพันธ์กับจีน แต่ก็ยังคงรักษาความแน่นแฟ้นกับพันธมิตรตะวันตกผ่าน AUKUS และ Quad ทำให้ประชาชนเห็นว่า อัลบาเนซีบริหารสมดุลอำนาจได้ดีกว่าผู้นำก่อนหน้านี้อัลบาเนซีเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้นำที่เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาแต่เดินตามมหาอำนาจตะวันตกเพียงอย่างเดียว.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม