ณ อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี เสียงแตรทหารและปี่สกอต ได้บรรเลงขับกล่อมในยามรุ่งอรุณ เพื่ออุทิศให้แก่ดวงวิญญาณของเหล่าทหารหาญที่เผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้ายบนเส้นทาง “ทางรถไฟสายมรณะ” ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2โดยเป็นอีกครั้งที่ญาติพี่น้องชาวออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ต่างเดินทางมารวมตัวกันในประเทศไทย ในวันที่ 25 เม.ย.ของทุกปีเพื่อแสดงความรำลึกถึงช่วงเวลาดำมืดของมวลมนุษยชาติ และการจากไปอย่างไม่มีวันหวนคืนของสมาชิกครอบครัว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่า วัน “แอนแซค” หรือ ANZAC Dayพิธีแอนแซคเดย์ไม่ได้มีขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่มีขึ้นตามสถานที่ทางประวัติศาสตร์สงครามทั่วโลก โดยเริ่มนับจากสมรภูมิในตุรกี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ทางกองทัพแอนแซค (ย่อมาจากกองทัพบกออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่คาบสมุทร “กาลิโปลี” ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 25 เม.ย.2458 และนำมาซึ่งความสูญเสียอันน่าเศร้าสลดแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องขณะที่การรำลึกที่อนุสรณ์สถาน “ช่องเขาขาด” เป็นผลมาจากที่เชลยศึกชาวออสเตรเลีย(รวมอังกฤษ)กว่า 1,000 คน ถูกกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นนำตัวมาใช้แรงงานทาสอย่างโหดเหี้ยม บังคับให้ทำงานข้ามวันข้ามคืนด้วยอุปกรณ์ตามมีตามเกิด ภายใต้กรอบเวลาอันเร่งรัด ระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค.2486 และทำให้เหล่าทหารที่รอดชีวิตกลับมา ขนานนามว่า “ช่องไฟนรก” Hellfire Pass สะท้อนภาพผู้คุมญี่ปุ่นยืนถือคบเพลิงเรียงราวตลอดเส้นทาง การได้มีโอกาสติดตามไปร่วมพิธีกับทางสถานเอกอัคร ราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยในปีนี้ ต้องยอมรับว่าบรรยากาศยังคงเปี่ยมไปด้วยความขลัง พร้อมได้คำตอบมาเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่การไว้อาลัยจัดขึ้นในช่วงรุ่งอรุณหลังเวลาตี 4 เป็นการสะท้อนถึงชีวิตของเหล่าทหาร ที่มักทำการศึกกันในช่วงแสงแรกของวัน ในงานดังกล่าว พล.ร.ต.จัสติน โจนส์ ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการร่วมเหล่าทัพออสเตรเลีย ยังเล่าให้ฟังด้วยว่า เป็นครั้งแรกที่ได้รับเกียรติมาร่วมพิธีรำลึกที่ช่องเขาขาดในประเทศไทย สถานที่แห่งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจแก่เราทุกคนถึงความโหดร้ายและประวัติศาสตร์อันมืดมิด แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้ถึงจิตวิญญาณของคนที่เปรียบเสมือนแสงสว่าง และพร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตรุ่นทวดของตระกูลผมเคยไปร่วมรบในยุโรป และปู่ของผมเองก็อยู่สังกัดกองทัพอากาศออสเตรเลีย มาวันนี้ผมมีความรับรู้ว่าวันแอนแซค ไม่ใช่แค่วันที่อุทิศให้แก่ทหารในกองทัพออสเตรเลีย แต่ยังรวมถึงทหารทุกคนที่รับใช้ชาติอย่างกล้าหาญ ไม่ว่าสวมเครื่องแบบชุดใด หรือจากประเทศใดเช่นเดียวกับเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย แอนเจลา แมคโดนัลด์ ที่ร่วมเปิดใจระหว่างพิธีว่า การรำลึกในวันแอนแซค คือการไม่ลืมผู้ที่ได้จากเราไป สำหรับดิฉันแล้ว หนึ่งในนั้นคือพลทหารวอลเตอร์ แมคโดนัลด์ คุณตาทวดที่สละชีพในสมรภูมิโลน ไพน์ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยอายุเพียง 21 ปีสำหรับเส้นทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ ถือเป็นจุดที่เชลยศึกกว่า 12,800 คน รวมถึงแรงงานกว่า 90,000 คน ได้เสียชีวิตลงจากโรคภัย ความอดอยาก การถูกทารุณ และไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ขณะที่ชาวไทยเองก็เสี่ยงชีวิตลักลอบนำอาหารและยารักษาโรคมามอบให้แก่เชลยสงคราม ดังนั้นการบันทึกความทรงจำเอาไว้ และการเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ คือการให้เกียรติพวกเขาทุกคนในห้วงเวลาของการรำลึกด้วยการยืนสงบนิ่ง บนสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ เราทุกคนอาจจะมองถึงผลลัพธ์อันโหดร้ายของความขัดแย้ง ผลลัพธ์อันโหดร้ายของสงคราม ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศต่างๆ ชุมชนที่พังทลาย ไปจนถึงความทุกข์อันเหลือคณานับของครอบครัวผู้เสียชีวิต และความเสียสละของคนๆหนึ่ง“เมื่อคำนึงสิ่งเหล่านี้แล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า จะเป็นการช่วยสร้างความมุ่งมั่นแก่พวกเราทุกคน ในการดำเนินการทำสิ่งใดๆที่เป็นการช่วยเหลือชุมชนของตัวเอง ช่วยเหลือประเทศชาติ สนับสนุนการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” กับประเทศอื่นๆบนโลกใบนี้ หากทำเช่นนี้ได้จะเป็นการให้เกียรติอย่างแท้จริงแก่ผู้ที่จากไป ผู้ที่เคยรับใช้ชาติ และผู้ที่ยังคงรับใช้ชาติอยู่ทุกวันนี้”ท่ามกลางสายลมอ่อนๆที่พัดมาพร้อมกับแสงแดดยามเช้า ทุกคนต่างแยกย้ายร่ำลากันด้วยธรรมเนียมปฏิบัติ “กันไฟร์ เบรค ฟาสต์” รับเสบียงอาหารเช้าที่มีเมนูชา-กาแฟผสมเหล้ารัม ควบคู่กับบทเพลงของจูดิธ เดอร์นัม ที่เข้าบรรยากาศของห้วงคำนึงอย่างลงตัว “เรารวมใจเป็นหนึ่ง แม้จะมาจากร้อยพ่อ พันแม่ในดินแดนต่างๆทั่วทุกแห่งหน เราร่วมกันแบ่งปันความฝัน และร้องขับขานบทเพลงด้วยเสียงอันเป็นหนึ่งเดียว ไอ แอม ยู อาร์ วี อาร์ ออสเตรลีอัน-ฉัน เธอ และ พวกเราคือชาวออสเตรเลีย” เนื้อความอันกินใจ ถึงสำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอน และผู้อันเป็นที่รักที่จากไปในสงคราม ซึ่งไม่มีวันที่จะถูกลืมเลือนไปกับกาลเวลา.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม