คราวก่อนมีโอกาสเล่าถึงประสบการณ์เยี่ยมเยือน นครเทลอาวีฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของอิสราเอล ถึงแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็สัมผัสได้ถึงสีสัน ความคึกคัก กระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวา เปี่ยมด้วยพลังเจิดจ้าของผู้คน สมกับความหมายของเมืองที่ว่า “Hill of Spring” ขณะที่เมื่อแวะผ่านย่านที่อยู่อาศัยกลับรู้สึกได้ถึงความสงบปลอดภัย สามารถพบเห็นผู้คนจูงสุนัขเดินตามชุมชนกันอย่างคุ้นตา จนมีชาวอิสราเอลเจ้าถิ่นเล่าให้ฟังว่า เมืองเท่แห่งนี้นอกจากจะเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ได้รับการยอมรับว่ามีระบบนิเวศด้านสตาร์ตอัพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว ยังรั้งอันดับต้นๆของเมืองที่เป็นมิตรกับสุนัขและสัตว์เลี้ยงอีกด้วยจากความล้ำนำสมัยของเทลอาวีฟ เราตรงดิ่งมุ่งลงใต้ เพื่อย้อนกลับไปสู่บรรยากาศของโลกยุคโบราณที่ย่าน “จาฟฟา” หรือที่รู้จักในชื่อ “ยาโฟ” ซึ่งเป็นหนึ่งเมืองท่าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งแต่เมื่อกว่า 4,000 ปีก่อนใช้เป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญในอดีตจนถึงการเป็นเส้นทางที่ชนชาติยิวจากทั่วโลกใช้เดินทางกลับสู่ถิ่นฐานเดิมของบรรพบุรุษที่อิสราเอลผ่านท่าเรือจาฟฟาจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 และยังคงทำหน้าที่เป็นท่าเรือสำหรับเรือประมงท้องถิ่นและเรือยอชต์ขนาดเล็กจนถึงปัจจุบันพื้นที่นี้ตั้งอยู่บนเนินเขา มองเห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ใกล้ๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากประวัติศาสตร์ยาวนาน ที่สำคัญยังเป็นชุมชนของชาวมุสลิม คริสเตียน และยิวที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน นอกจากนี้ ในไบเบิลยังระบุว่า “ยาเฟท” บุตรของ “โนอาห์” เป็นผู้พบเนินเขาที่งดงามที่มองเห็นท้องน้ำอยู่เบื้องหน้า จึงเลือกเป็นที่ตั้งรกราก จนต่อมากลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในสมัยของกษัตริย์โซโลมอน ของอิสราเอลในช่วง 950 ปีก่อนคริสตกาลก่อนที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จาฟฟาเคยเป็นที่อยู่ของชาวอาหรับที่ยากจนและชาวยิวที่อพยพจากประเทศในอาหรับอยู่ร่วม 20 ปี กระทั่งถูกบูรณะชุบอดีตอันรุ่งเรืองให้กลับคืนมาเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและความบันเทิงเมื่อปี 2511 แม้ว่าเราใช้เวลาไม่นานเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยเล็กๆที่คดเคี้ยว รายล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนที่สร้างจากหิน แต่ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศเมืองโบราณที่มีมนตร์ขลัง อาจเป็นเพราะจาฟฟาไม่มีประวัติศาสตร์ด้านศาสนาที่เข้มข้นเหมือนอย่างเมืองเก่าของเยรูซาเล็ม จึงเที่ยวชมได้อย่างผ่อนคลายและอาจหลงรักจาฟฟาได้ไม่ยาก.อมรดา พงศ์อุทัย