บรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมาโดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ย. กองบัญชาการคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ ได้เปิดเผยว่า เขตป้องกันทางอากาศของเกาหลีใต้หรือ KADIZ ได้ถูกฝูงบินรบผสมของจีนและรัสเซียรุกล้ำ จนต้องมีการส่งเครื่องบินเข้าสกัดกั้นทั้งนี้ การล่วงล้ำดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณเขตป้องกันทางอากาศ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ในทะเลญี่ปุ่น โดยเครื่องบินที่รุกล้ำเข้ามาประกอบด้วยเครื่องบินรบรัสเซีย 7 ลำ และเครื่องบินรบจีน 2 ลำ และฝูงบินดังกล่าวได้ล้ำเขตเข้ามาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนบินออกจากเขตไป ซึ่งขณะเดียวกันกองบัญชาการของเกาหลีใต้ได้สั่งการให้ส่งฝูงเครื่องบินรบ และเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ มุ่งหน้าเข้าสกัดกั้น แต่ยืนยันว่าฝูงเครื่องบินรบของจีนและรัสเซียไม่ได้ล่วงล้ำน่านฟ้าของเกาหลีใต้แต่อย่างใดต่อมากองทัพจีนได้ชี้แจงว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการฝึกซ้อมตามปกติ ซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า ตลอดที่ผ่านมารัฐบาลรัสเซียไม่ยอมรับเขตป้องกันทางอากาศ KADIZ ของเกาหลีใต้ ขณะที่รัฐบาลจีนมองว่าพื้นที่ดังกล่าวมิใช่น่านฟ้าของเกาหลีใต้ ดังนั้นทุกประเทศควรได้รับเสรีภาพในการเดินทาง และก่อนหน้านี้เมื่อปี 2562 เครื่องบินรบกองทัพอากาศเกาหลีใต้ได้ทำการยิงเตือนใส่เครื่องบินรบรัสเซียหลายร้อยครั้ง หลังทำการล่วงล้ำน่านฟ้าเกาหลีใต้ ระหว่างปฏิบัติการซ้อมรบกับกองทัพอากาศจีน เหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้กองทัพอากาศญี่ปุ่นส่งเครื่องบินรบเข้าสกัดกั้นด้วยเช่นกัน แต่รัสเซียและจีนต่างยืนยันว่า ไม่ได้ล่วงล้ำน่านฟ้าแต่อย่างใดวันเดียวกัน สื่อรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้เสนอร่างงบประมาณพิเศษด้านความมั่นคง พ่วงมาในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีมูลค่าสูงทำสถิติในรอบ 3 ปี เป็นเงินกว่า 700,000 ล้านเยน หรือกว่า 201,000 ล้านบาท พร้อมระบุว่าบางส่วนของงบดังกล่าว เตรียมไว้สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวน เครื่องบินลำเลียงพล และกับระเบิด ซึ่งกรณีนี้จะทำให้งบประมาณด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นภายในปีงบประมาณ จนถึงเดือน มี.ค.2565 พุ่งสูงเป็นกว่า 6 ล้านล้านเยน หรือกว่า 1.73 ล้านล้านบาท รอยเตอร์ระบุด้วยว่า ตลอดที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นได้แสดงความมุ่งมั่นในการลบภาพลักษณ์ทางการทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการคุมงบประมาณกลาโหมไม่ให้เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ด้วยความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงในทะเลจีนตะวันออก ที่กองทัพจีนมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้มีการตั้งเป้าใหม่ กลายเป็น 2 เปอร์เซ็นต์.