คิดบัญชีย้อนหลัง ความจริงที่ไม่ต้องคาดเดาอยู่ที่ช้าหรือเร็วเท่านั้น คำสั่งย้าย พ.ต.ท.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ (ซี.11) ก็เกิดขึ้น คนมาแทนก็อย่างที่มีการคาดเดาล่วงหน้า คือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุลงานนี้ฝีมือรัฐมนตรียุติธรรมคนดังแห่งบุรีรัมย์เหตุและปัจจัยนั้นมาจากเรื่องฮั้ว สว.นั่นแหละ เพราะดีเอสไอคือหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างสุดฝีมือสมัยที่ “ทวี สอดส่อง” เป็นรัฐมนตรียุติธรรมซึ่งคุมดีเอสไอในรัฐบาล “เพื่อไทย” ปรากฏว่าหน่วยงานแห่งนี้แม้จะไม่มีอำนาจเกี่ยวกับการเลือกตั้งแต่มีอำนาจในการสอบสวนหาข้อมูลพยานหลักฐาน ชงให้ กกต.จนมีเบาะแสเพียบว่ามีการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังวันนี้ยังมีข้อมูลความผิดเรื่องอั้งยี่ ฟอกเงินที่กำลังจัดการอยู่ว่าไปแล้วดีเอสไอนั่นแหละคือตัวแสบที่สุดเพราะลำพัง กกต.ไม่สามารถสืบสวนสอบสวนแบบนั้นได้ จนเกิดปัญหาว่าดีเอสไอทำแบบนั้นได้หรือไม่สุดท้ายก็บอกว่าจะส่งหลักฐานต่างๆให้ กกต.ดำเนินการต่อเรื่องนี้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเมื่อมีการร้องว่า “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี และ “ทวี” ก้าวก่ายงานดีเอสไอ หรือไม่ปรากฏ “ภูมิธรรม” รอด แต่ “ทวี” ถูกสั่งห้ามยุ่งกับงานของดีเอสไอพูดง่ายๆว่าปัญหาขัดแย้งได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเพื่อไทยเพียงแต่ไม่มีอำนาจทัดทานได้แต่เป็นความแค้นฝังลึกอยู่!สำหรับ “ปิยะ” ที่จะเข้ามาเป็นอธิบดีดีเอสไอคนใหม่นั้นเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น 1 ในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯชุดที่ 36 เรื่องฮั้ว สว. ที่ชี้ว่า 229 คนนั้นไม่มีความผิดเหล่านี้คือความเกี่ยวโยงที่เกิดขึ้นก่อนจะมาถึงจุด เปลี่ยนแปลงที่อยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะเมื่อเปลี่ยนอธิบดีดีเอสไอคนใหม่เรื่องที่ค้างอยู่ในดีเอสไอก็ต้องจบไปด้วยเป็นการตัดตอนไม่ให้ลากยาวต่อไปเพราะถ้าหากปล่อยให้ยาวต่อไปก็ยิ่งจะทำให้ดิ้นยากมากขึ้น เพราะลำพังพยานหลักฐานที่ปรากฏออกมาตอนนี้ก็ยังแทบเอาตัวไม่รอดว่าไปแล้วเรื่องฮั้ว สว.นั้นเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ พัวพันไปหลายหน่วยงาน หากไม่ได้คุมอำนาจรัฐในมือคงเรียบร้อยไปแล้วพูดง่ายๆคือสู้กันทุกลูกทุกดอกไม่มีใครยอมใครเพราะถือเป็นเดิมพันสำคัญที่แพ้ไม่ได้แพ้ก็หมายถึงจบเกม!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม