เกิดเหตุการณ์สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งวงการ “คณะสงฆ์ไทย” และหัวใจของ “พุทธศาสนิกชน” อีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สนธิกำลังเข้าจับกุม “อดีตพระเถระ” ผู้มีสมณศักดิ์สูงและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปหนึ่งคาผ้าเหลืองตั้งแต่รุ่งสางในข้อหา “ยักยอกทรัพย์สิน” ของวัดมูลค่ามหาศาลหลายร้อยล้านบาท เป็นมหันตภัยเงียบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ในร่มเงาพระศาสนาทว่า...ผ่านพ้นไปไม่ทันข้ามคืน ความจริงอันน่าอัปยศก็ยิ่งปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อคลิปจากกล้องวงจรปิดและภาพหลักฐานเด็ดถูกนำมาตีแผ่ ประจานอิริยาบถและการประพฤติผิดศีลอย่างร้ายแรงจนถึงขั้น “ขาดจากความเป็นพระภิกษุไปทันที”พระครูจินดาสุตานุวัตร (พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก) ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่า ภาพที่ปรากฏสู่สายตาประชาชนทำให้ชาวบ้านและชาวพุทธแทบรับไม่ได้ นำมาซึ่งคำถามตัวโตๆที่ดังสะท้อนก้องในสังคมไทยว่า...“พระพุทธศาสนาของเราเสื่อมลงแล้วจริงๆหรือ? จะเหลืออะไรให้กราบไหว้สนิทใจได้อีก? และเราจะหาทางป้องกันแก้ไขอย่างไรดี?”คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นบาดแผลที่ถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนบั่นทอนและกัดกร่อนศรัทธาของชาวพุทธลงไปทุกวันๆตอกย้ำ...บทเรียนราคาแพงจาก 4 กรณีอื้อฉาว เมื่อ “กิเลส” และ “นารีพิฆาต” ครอบงำ“หากย้อนมองอดีตที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับข่าวสะเทือนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มต้นจากอดีตพระภิกษุดังผู้เคยสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างมหาศาล แต่กลับถูกตำรวจจับกุมในข้อหาใช้เงินผิดวัตถุประสงค์จนต้องลาสิกขาและถูกดำเนินคดี ถัดมาไม่นานก็มีกรณีพระเถระระดับเจ้าอาวาสอีกรูปหนึ่ง...ที่ประชาชนให้ความเคารพนับถืออย่างสูง ต้องถูกจับกุมและลาสิกขาในข้อหาคล้ายคลึงกัน”กระทั่งเข้าพรรษาของปีที่ผ่านมา วงการสงฆ์ก็ต้องสะเทือนอีกระลอก เมื่อมีพระเถระรูปหนึ่งหลบหนีออกจากวัดโดยไม่ทราบสาเหตุ ตำรวจสืบสวนจนพบความเกี่ยวข้องกับ “สีกาสาว” รายหนึ่ง และเมื่อตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ กลับพบความจริงอันน่าตกใจว่า มีพระภิกษุอีกนับสิบรูป...มีทั้งเจ้าอาวาส พระผู้ปกครอง พระผู้บริหารการศึกษา พระนักเผยแผ่ พระนักพัฒนา และพระนักสังคมสงเคราะห์ เข้าไปพัวพันเรื่องชู้สาวกับสีกาคนเดียวกัน จนทั้งหมดต้องหมดอนาคตและพังทลายลงด้วยคำว่า “นารีพิฆาต” อย่างแท้จริงมาถึงวันนี้ เมื่อรวมกับกรณีล่าสุด “ฝันร้ายของชาวพุทธ” จึงกลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 4 กรณีใหญ่ ทั้งการประพฤติผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงกับสตรีเพศ และทุจริตทรัพย์สินเงินวัดหากปล่อยไว้เช่นนี้... แล้วจะเหลืออะไรให้ชาวพุทธได้ยึดเหนี่ยวจิตใจกันอีกเล่า?พระครูจินดาสุตานุวัตร บอกอีกว่า ชีวิตนักบวช...ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ได้ “สบาย” อย่างที่คิด หลายคนมักติดภาพจำว่าชีวิตพระภิกษุสามเณรในประเทศไทยคือความสุขสบาย จนมีคำแซวเปรียบเปรยว่า “เช้าเอน เพลนอน เย็นพักผ่อน ตอนค่ำซัดมาม่า”แต่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นทางภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์นั้นไม่ง่ายดายเลยก่อนที่บุคคลหนึ่งจะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างเข้มงวดถึง 4 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและยาเสพติดผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพระอุปัชฌาย์ การมีผู้รับรองสติสัมปชัญญะและร่างกายที่สมบูรณ์ ตลอดจนต้องท่องจำบทสวดมนต์ต่างๆให้ถูกต้องแม่นยำเมื่อก้าวเข้ามาสู่เพศสมณะ กรอบปฏิบัติมีด้วยกันถึง 3 ด้านหลักที่ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด กรอบแห่งพระธรรมวินัย, กรอบประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น, กรอบกฎหมายบ้านเมือง ควบคู่ไปกับ “กฎแห่งกรรม” ที่เที่ยงธรรมเสมอ กรรมชั่วย่อมส่งผลให้สูญเสียอิสรภาพ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลพังทลาย และถูกทอดทิ้งจากผู้คนที่เคยเคารพศรัทธา เพราะทั้งหมดล้วนมาจาก “การกระทำชั่วของตัวนักบวชเอง” หาใช่ใครอื่นแท้จริงแล้ว ชีวิตของพระภิกษุที่ปฏิบัติตามธรรมวินัยอย่างแท้จริง จะพบกับความสงบ ความร่มเย็น และความสุขสูงสุดที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ชาวพุทธจึงฝากความหวังสูงสุดไว้ที่ “พระสงฆ์” ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอันเป็นรูปธรรมที่สุด...ที่เราจะปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้ทำลายศรัทธาและนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้วคำโบราณที่ว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” หรือการทำเป็น “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” ไม่สนใจไยดี ปล่อยให้ปัญหาลุกลาม จะใช้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกาคือการทำนุบำรุงด้วยจิตใจที่ใสศรัทธา แต่ในขณะเดียวกัน หากพบเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง “จำเป็นต้องทักท้วงและแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไขทันที”เพราะความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในอนาคตขึ้นอยู่กับพวกเราชาวพุทธในวันนี้ถึงตรงนี้ต้องกล่าวกันอย่างหนักแน่นว่า มุมมองทัศนะในบทความนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อใส่ร้ายป้ายสีสมณเพศใดๆ หากแต่เป็นการชี้โทษและแนะประโยชน์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนตระหนักถึงภัยของการปล่อยให้คนไม่ดีเข้ามาหาผลประโยชน์ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันเป็น “ตาสับปะรด” สอดส่องดูแล หากเกิดปัญหาในพื้นที่ใด จงร่วมมือกันแก้ไขภายในวงใน ไม่ให้เรื่องอื้อฉาวขยายตัวออกไป นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดพระครูจินดาสุตานุวัตร สำนึกในบุญคุณของร่มผ้ากาสาวพัสตร์มาโดยตลอด เพราะเคยเป็นเด็กยากจนข้นแค้นในชนบท อาศัยข้าวก้นบาตรของพระหล่อเลี้ยงชีวิตในวัยเด็ก ได้บรรพชาและอุปสมบทอยู่ในร่มเงาพระศาสนามานานถึง 52 กาลฝน (พรรษา) จึงได้อุทิศตนช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กยากจน และเด็กด้อยโอกาสขอให้พุทธศาสนิกชนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ หันหน้ามาร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว แก้ไขปัญหาที่มีและป้องกันไม่ให้ภัยเหล่านี้ย้อนกลับมาทำลายศาสนาได้อีก การสนับสนุนส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรได้ “ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย” อย่างลึกซึ้ง คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม