ผู้คนในสังคมไม่น้อยน่าจะเคยได้ยินคำว่า “ระบบสีน้ำเงินครองเมือง” หรือที่หลายฝ่ายหลายกลุ่มเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถูกถกเถียงผลักดันสร้างกระแสให้กลายเป็นหนึ่งในวาระและชุดคำอธิบายทาง “การเมือง” ที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน...ที่กล่าวหาพุ่งเป้าสะท้อนถึงการแผ่ขยาย “อิทธิพล” และการ “กุมกลไกอำนาจรัฐ” ทุกระดับของ “เครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน” ซึ่งถูกวิเคราะห์ผ่านมิติต่างๆ ที่มีความน่าสนใจและสั่นสะเทือนต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยนักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมืองบางส่วน ให้มุมมองสะท้อน ทัศนะ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า การขยายตัวของเครือข่ายสีน้ำเงินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สนามเลือกตั้งระดับชาติ แต่เป็นการวางโครงสร้างในลักษณะ “ฝังลึกและครอบคลุม” ในทุกองค์ประกอบสำคัญของอำนาจรัฐ พุ่งเป้าประเด็นสำคัญการเจาะลึกโครงสร้างอำนาจ...สมมติว่าถ้าหากมีการปักหมุดยึดกุมทุกกลไกหลักของรัฐ ก็ต้องเริ่มจาก “ฝ่ายบริหาร”...การกุมตำแหน่งบริหารระดับสูงในกระทรวงเกรด A โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเครือข่ายข้าราชการประจำและฝ่ายปกครองเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี จนถึงผู้ว่าฯ และนายอำเภอถัดมา ฝ่ายนิติบัญญัติ (ทั้งสองสภา) การมีฐานเสียง สส. หนาแน่นในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการยึดกุมพื้นที่สภาสูง (วุฒิสภา) ผ่านกลุ่ม สว.ที่ถูกมองว่า...เป็นเครือข่ายเดียวกัน จนสามารถผลักดันคนในสายนอกจากนี้อาจจะยังต้องมีความเชื่อมโยงไปถึง องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม ในประเด็นนี้เสียงสะท้อนจากนักวิชาการและฝ่ายการเมืองมักพุ่งเป้าไปที่การตั้งข้อสังเกตว่า กลไกการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรตรวจสอบต่างๆ มีความเชื่อมโยงกับดุลอำนาจของฝ่ายบริหารและสภาสูงกี่มากน้อยส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องการ “ถ่วงดุลอำนาจ” และการ “ตรวจสอบความโปร่งใส” หรือไม่?ถัดมายุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่” และเครือข่ายท้องถิ่นจะรวมอยู่ในจิ๊กซอว์ภาพใหญ่หรือไม่ ถ้าหากจุดแข็งที่สุดของระบอบสีน้ำเงินคือการบริหารจัดการเครือข่าย “นักการเมืองบ้านใหญ่” ทั่วประเทศ โดยเปลี่ยนจากการเมืองระดับชาติแบบอุดมการณ์ มาเป็นการเมืองแบบพึ่งพิงเครือข่ายท้องถิ่น อบจ. และกระสุนดินดำทางการเมือง ซึ่งทำให้ฐานเสียงมีความเหนียวแน่น เข้าถึงหัวคะแนนและกลไกท้องถิ่นได้อย่างเบ็ดเสร็จจนสามารถขยายอาณาเขตจากเดิมที่เคยกระจุกตัวอยู่แค่บางจังหวัด ให้กลายเป็นการแผ่อิทธิพลข้ามภาคได้อย่างราบรื่น ทั้งหมดเหล่านี้...ได้เกิดเป็นภาพสะท้อนความจริงขึ้นแล้วหรือไม่? อย่างไร? นำไปสู่ประเด็นที่สาม...ปฏิกิริยาจากสังคมและการเมืองภาคฝ่ายค้าน เมื่ออำนาจถูกรวบศูนย์ไว้ที่ขั้วการเมืองเดียวอย่างเบ็ดเสร็จ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดแรงปะทะจากฝ่ายตรงข้าม การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคฝ่ายค้านใช้เวทีสภาเพื่อเปิดโปงโครงสร้างและตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของระบอบสีน้ำเงินนับรวมไปถึงความตื่นตัวของภาคประชาชนและข้อครหาทางคดี สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะประเด็นข้อครหาทางกฎหมายที่เครือข่ายการเมืองอาจใช้ช่องว่างทางกฎระเบียบหรืออำนาจในการเอาตัวรอดจากคดีความสำคัญถึงตรงนี้...อาจจะกล่าวได้ว่าบทสรุปปรากฏการณ์ “ระบบสีน้ำเงินครองเมือง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะทางการเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ในประเทศไทย ที่อำนาจเก่า (อนุรักษ์นิยม-ทหาร) ผสมผสานเข้ากับอำนาจใหม่ผ่านเครือข่ายทุนและการเมืองท้องถิ่นอย่างแนบแน่น ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ “สังคมไทย” ในการ “ตรวจสอบถ่วงดุล”ที่สำคัญเป็นเรื่อง...ท้าทาย “อนาคตประชาธิปไตย” ว่า “การกระจายอำนาจ” ที่แท้จริงจะยังหลงเหลือพื้นที่ให้เสียงส่วนอื่นของสังคมได้หายใจมากน้อยเพียงใดกระนั้นก็ปฏิเสธประเด็นการเชื่อมโยงโครงสร้างนิติบัญญัติและอำนาจรัฐสภาไม่ได้...การวางโครงสร้างไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝ่ายบริหาร แต่ยังขยายขอบเขตไปถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรที่มี สส.เขตหนาแน่น และอิทธิพลในการประสานความร่วมมือกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สายต่างๆ ทำให้กระบวนการพิจารณากฎหมาย การผ่านงบประมาณแผ่นดิน หรือการผลักดันวาระสำคัญของเครือข่ายมีเสถียรภาพสูงลดทอน...แรงเสียดทานทาง “การเมือง” ลงอย่างเห็นได้ชัดปุจฉาวิสัชนาปรากฏการณ์ “ระบอบสีน้ำเงิน” หรือข้อถกเถียงเรื่องการยึดกุมกลไกอำนาจรัฐในปัจจุบันเป็นเช่นนี้ ถือเป็นหนึ่งในประเด็นการเมืองที่มีการวิเคราะห์และถกเถียงกันอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆหากมองผ่านมิติโครงสร้างความเป็นจริง...ในแง่ของการขยายอิทธิพลและการวางเครือข่ายบุคลากร ถือว่ามีความเป็นรูปธรรมสูงผ่านกลไกต่างๆ...คำถามสำคัญตามมามีว่าเป็น “ระบอบ” หรือ “ระบบ” เบ็ดเสร็จจริงหรือ? แม้จะมีอำนาจแผ่ขยายกว้างขวาง แต่นักวิชาการหลายท่านมองว่ายังไม่สามารถนิยามว่าเป็น “ระบอบ” ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในตัวเองได้ทั้งหมด เนื่องจาก...ข้อจำกัดของรัฐบาลผสม“การเมืองไทยยังอยู่ในรูปแบบรัฐบาลผสม ซึ่งต้องมีการต่อรองผลประโยชน์และโควตาร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ อำนาจจึงไม่ได้ถูกผูกขาดไว้ที่ขั้วสีน้ำเงินเพียงขั้วเดียว...กลไกการเมืองในระบบรัฐสภา ฝ่ายค้าน และองค์กรตรวจสอบ ยังคงทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจอยู่ตลอดเวลา”ทำให้โครงสร้างนี้ต้องเผชิญกับ “แรงต้าน” และการ “ตรวจสอบ” จากสังคมอย่างเข้มข้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำเป็นต้องได้รับการถ่วงดุลจากองค์กรอิสระและกระบวนการตรวจสอบอย่างหนักหน่วงบทสรุปคำว่า “ระบบสีน้ำเงินครองเมือง” มีจริงไหม จึงสะท้อนถึง “ยุทธศาสตร์การเมืองเชิงโครงสร้าง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการยึดกุมกลไกบริหารและเครือข่ายท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องขับเคลื่อนภายใต้กติกาประชาธิปไตยและการตรวจสอบจากภาคส่วนต่างๆ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม