ศาลสั่งประหาร “แอม ไซยาไนด์” คดีที่ 8 ลวงฆ่า “จุ๋ม-จันทรัตน์” ล้างหนี้เงินกู้ให้ชดใช้เงินสินไหมแก่สามีผู้ตาย 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แฉพฤติการณ์เหี้ยม ลวงผู้ตายมาพบที่ปั๊มน้ำมันใน จ.เพชรบุรี เพื่อเคลียร์เงินลงทุนปล่อยกู้และอ้างจะนำยาแก้ลองโควิดมาให้ ขณะที่ผลตรวจศพผู้ตายพบสารไซยาไนด์ในร่างกายและมีหลักฐานแชตมัดตัว ขณะที่จำเลยยังปฏิเสธข้อกล่าวหา เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อ สำหรับคดีที่อัยการยื่นฟ้องทั้งหมด 15 คดี เมื่อรวมคดีล่าสุด ศาลมีคำพิพากษาแล้ว 8 คดี ประหาร 3 คดี จำคุกตลอดชีวิต 2 คดี และยกฟ้อง 3 คดีศาลตัดสินประหาร “แอม ไซยาไนด์” คดีที่ 8 ลวงฆ่า “จุ๋ม-จันทรรัตน์” ล้างหนี้เงินกู้ เปิดเผยเมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ห้องพิจารณา 712 ศาล อาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดี แอม ไซยาไนด์ วางยาคดีที่ 8 เป็นคดีที่พนักงานอัยการคดีอาญาเป็นโจทก์ ฟ้องนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม ไซยาไนด์ อายุ 39 ปี เป็นจำเลย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ปลอมปนอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายกรณีเมื่อวันที่ 15 ส.ค.65 นางจันทรรัตน์ หรือ “จุ๋ม” วงศ์ไกรสิน เสียชีวิต ขณะอายุ 43 ปี ได้ไปพบจำเลยที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใกล้บ้านใน จ.เพชรบุรี เมื่อกลับมาถึงบ้าน สามีพบว่านอนแน่นิ่งไป เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลชะอำ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ผู้ตายมีความเชื่อมโยงกับจำเลยในลักษณะการร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้ โดยได้โอนเงินร่วมทุนให้จำเลย 70,000 บาท และจำเลยได้ยืมเงินส่วนตัวแยกต่างหากอีก 26,800 บาทศาลพิเคราะห์ว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.65 จำเลยสั่งซื้อสารไซยาไนด์มา 1 กระปุก ต่อมาจำเลยนัดผู้เสียชีวิต วันที่ 15 ส.ค.65 ให้มาเจอเพื่อคืนเงินที่ได้ร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย และจะนำยาแก้อาการลองโควิดมาให้ที่ปั๊มน้ำมันใน จ.เพชรบุรี จากนั้นสามีผู้ตายกลับมาพบภรรยานอนหมดสติที่บ้านรีบนำตัวส่ง รพ.ชะอำ และนางจันทรรัตน์เสียชีวิตในเวลาต่อมา แพทย์ที่รับตัวนางจันทรรัตน์ได้เจาะเลือด พบอาการผิดปกติ มีค่ากรดสูงในตับ จากการอักเสบ แต่ไม่พบสาเหตุการอักเสบมาจากที่ใด พยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ให้ความเห็นว่า จากอาการผู้ตายทำให้ร่างกายขาดสารออกซิเจน มีผลต่อหัวใจและสมอง ลักษณะอาการเช่นเดียวกับผู้ตายได้ เชื่อว่านางจันทรรัตน์ได้รับสารพิษไซยาไนด์จำนวนมากนอกจากนี้ พยานจากตำรวจได้ตรวจโทรศัพท์ของผู้ตาย และพบแชตการชักชวนลงทุน และหลักฐานการโอนเงินให้จำเลย รวมแล้วกว่า 26,800 บาท รวมถึงไฟล์เสียงพูดคุยระหว่างจำเลยและผู้ตายลักษณะนัดกัน โดยจำเลยนัดผู้ตายว่า จะนำเงินที่ผู้ตายร่วมลงทุนกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยมาคืนในวันที่ 12 ส.ค.65 แต่เมื่อเห็นว่าเป็นวันหยุดและมีสามีกับลูกของผู้ตายอยู่ที่บ้าน ขอเลื่อนเป็นวันที่ 15 ส.ค.65 และนัดเจอที่ปั๊มน้ำมัน เพื่อไม่ให้มีพยานรู้เห็น พร้อมจะนำยารักษาลองโควิดมาให้ผู้ตายด้วย ด้านพยานที่เป็นหัวหน้างานของผู้ตาย ระบุว่า ผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอด แม้เคยเป็นโควิด-19 แต่ก็ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เพียงแต่ยังมีอาการไอต่อเนื่องแม้จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นการพบกันระหว่างจำเลยกับผู้ตาย และจำเลยปลอมปนสารพิษไซยาไนด์ให้ผู้ตายอย่างไร เพราะจำเลยย่อมต้องหาหนทางปกปิดไม่ให้คนอื่นรู้เห็น เมื่อดูสำนวนการสอบสวนจำเลย รวมถึงพฤติกรรมจากคดีที่ผ่านมามีลักษณะที่จำเลยกระทำคล้ายกัน โดยผู้เสียหายจะไปพบกับจำเลยและจำเลยจะนำอาหาร เครื่องดื่ม ยามาให้กับผู้เสียหาย จากนั้นจะมีอาการคล้ายกันจากการโดนปลอมปนไซยาไนด์ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเชื่อถือได้ ปราศจากข้อสงสัย ส่วนพยานหลักฐานจำเลยเป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษประหาร ชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ และให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ส.ค. 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องภายหลังนายไชยา คุ้มอ่ำ ทนายความของจำเลย เปิดเผยว่า จากนั้นจะอุทธรณ์คดีต่อไป เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกับศาลในเรื่องการนำสืบพยานหลักฐานของฝั่งจำเลยที่ได้มอบให้พนักงานสอบสวนไปทั้งหมดแล้ว แต่ไม่มีการนำขึ้นส่งศาลโดยเฉพาะรายการเดินบัญชี โทรศัพท์ของฝั่งจำเลย อีกทั้งสารพิษไซยาไนด์ จำเลยครอบครองเพียงกระปุกเดียว ไม่มีรอยนิ้วมือของจำเลย และใช้กับคดีทั้ง 15 คดี ต้องนำไปพิสูจน์ว่าการเสียชีวิตด้วยสารพิษนี้เกี่ยวข้องกับแอมอย่างไร เพราะคดีก็มีทั้งยกฟ้อง แม้จะมีผู้เสียชีวิตแต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแอมเป็นผู้ปลอมปน สารพิษให้กับผู้ตาย ต่อข้อถามว่า แอมได้สำนึกผิดหรือไม่ ทนายไชยาชี้แจงว่า แอมไม่ได้ยอมรับ เพราะปฏิเสธตั้งแต่แรก จะให้สำนึกก็คงไม่ได้ เมื่อปฏิเสธว่าไม่กระทำก็ไม่จำเป็นต้องสำนึกผิด แต่เมื่อคำพิพากษา ประหารชีวิต แต่แอมยืนยันว่าตัวเองไม่ผิดก็ยอมตายด้าน น.ส.ธันย์ชยา เอกสุวรรณรัตน์ หรือทนายพัชระบุว่า ได้พูดคุยแล้ว แอมไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา โดยเฉพาะพยานหลักฐานที่เป็นโทรศัพท์ แอมก็ให้อุทธรณ์ต่อไปสำหรับคดีแอมไซยาไนด์ มีคำพิพากษาไปแล้วทั้งหมด 8 คดี ศาลพิพากษาประหาร 3 คดี จำคุกตลอดชีวิต 2 คดี และยกฟ้อง 3 คดี จากทั้งหมดที่อัยการยื่นฟ้อง 15 คดี เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น 14 คดี และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 1 คดี คดีต่อไปศาล นัดพิพากษา 25 พ.ย.69 ในความผิดฐานพยายามฆ่า น.ส.กานติมา แพสะอาดวันเดียวกัน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า กรณีคำพิพากษาประหารชีวิตในหลายสำนวนนั้น การบังคับโทษจะเกิดขึ้นต่อเมื่อคดีสุดท้ายของจำเลยได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะมีการบังคับโทษในคราวเดียวกันอย่างมีคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลยคนเดียวกันในหลายสำนวนสุดท้าย จะลงโทษประหารชีวิตทุกคดีไปในคราวเดียวกัน โทษประหารชีวิตเป็นโทษสูงสุด ศาลมีคำพิพากษาไม่นับโทษต่อจากคดีอื่น แตกต่างกรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายคดี ศาลมีคำพิพากษาจำคุก ศาลอาจจะมีคำสั่งให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอื่นที่จำเลยกระทำความผิด แต่หากศาลไม่มีคำสั่งให้นับโทษต่อจากคดีอื่นก็จะบังคับโทษไปในคราวเดียวกันเลย เช่นจำเลยกระทำความผิด 3 คดี ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคดีละ 10 ปี แต่ไม่ได้มีคำพิพากษาให้นับโทษต่อจากคดีอื่น การบังคับโทษกับจำเลย จึงลงโทษจำคุก 10 ปีไปในคราวเดียวกัน แต่หากศาลให้นับโทษต่อจากคดีอื่น เท่ากับว่าจำเลยจะต้องถูกบังคับโทษจำคุกรวมเป็นเวลา 30 ปีเป็นต้นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่