สตม.บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ เช่าคฤหาสน์หรูเดือนละ 9 แสนบาทเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ โทร.หลอกลวงเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น จับกุมทั้งชาวญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และเมียนมา มีคนไทยพ่วงด้วยอีก 2 คน ตะลึงของกลางมีทั้งเครื่องแบบตำรวจญี่ปุ่น โลโก้สถานีตำรวจญี่ปุ่นอีกเพียบ พร้อมโพยสคริปต์พูดคุยหลอกลวงเหยื่อสารพัดรูปแบบ เร่งขยายผลล่าหัวโจกชาวจีนที่ขณะเข้าจับกุมไม่ได้อยู่ในบ้านเกิดเหตุ หวั่นหลบหนีผ่านช่องทางธรรมชาติออกนอกประเทศตำรวจ ตม.บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 16 ก.ย. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นำกำลังเข้าตรวจค้นคฤหาสน์หรู มีป้ายชื่อ “กิตติภัค” หน้าบ้านเลขที่ 42 ซอยเอกชัย 112 แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กทม. ลึกเข้าไปในซอยประมาณ 100 เมตร เป็นบ้านสไตล์ยุโรป 2 ชั้น รั้วรอบขอบชิด เบื้องต้นได้ข้อมูลเชิงลึกว่า เป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ส่งข้อมูลหลอกลวงเหยื่อไปหลายประเทศ หลังผู้อาศัยในบ้านรู้ตัวว่าตำรวจบุกเข้าตรวจค้นจับกุม ถึงกับแตกฮือพยายามหาทางหลบหนี แต่ตำรวจวางกำลังปิดล้อมไว้หมดแล้ว ควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมดรวม 15 คน ตรวจค้นชั้น 2 เป็นห้องทำงานศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น แบ่งเป็นห้องแยก พบโพยสคริปต์ภาษาญี่ปุ่น ใช้หลอกลวงเหยื่อลักษณะต่างๆจำนวนมาก และอุปกรณ์ที่ใช้หลอกลวง ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่น รวมถึงบัตรประจำตัวตำรวจญี่ปุ่นปลอม อาร์ม และโลโก้สถานีตำรวจต่างๆ ที่กลุ่มผู้ต้องหาใช้สำหรับวิดีโอคอล (Video Call) หลอกลวงเหยื่อชาวญี่ปุ่น และวิทยุสื่อสาร ส่วนชั้นล่างมีทั้งห้องคาราโอเกะ ห้องโถงขนาดใหญ่ และโต๊ะพนันโป๊กเกอร์ ไพ่ ชิปแลกเงิน รวมถึงยาเสพติดคีตามีนพร้อมอุปกรณ์การเสพและเครื่องชั่ง คาดว่าเอาไว้ให้เพื่อนร่วมแก๊งสังสรรค์ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ตรวจนับผู้ต้องหาชายหญิงรวม 15 คน ประกอบด้วย ชาวญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และคนไทยอีก 2 คน พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.เผยว่า การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากมีพลเมืองดีแจ้งไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่า พบชาวต่างชาติเข้าออกบ้านหลังดังกล่าวจำนวนมาก มีพฤติกรรมน่าสงสัย ก่อนขอศาลอนุมัติออกหมายค้นตรวจสอบ พบเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากการตรวจสอบพบว่า บอสชาวจีนรายนี้ใช้นอมินีเป็นผู้เช่าคฤหาสน์หลัง ดังกล่าวมานานกว่า 1 ปี ค่าเช่าสูงถึงเดือนละ 900,000 บาท เบื้องต้นจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 15 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 2 คน “ผู้ต้องหาทั้ง 15 คนทำหน้าที่ระดับปฏิบัติการ มีหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อ ขณะที่เครือข่ายดังกล่าวมุ่งเป้าหมายไปที่ชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก ส่วนบอสเชื่อว่ายังหลบหนีอยู่ในประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังไม่ให้หลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ ส่วนรูปแบบการหลอกลวงไม่ได้มีพฤติการณ์ซับซ้อน สุ่มโทรศัพท์หาเหยื่อบอกว่า มีพัสดุผิดกฎหมาย ถ้าเหยื่อหลงเชื่อจะแกล้งโอนต่อไปอีกสายอ้างว่าเป็นตำรวจ ก่อนอ้างว่าพบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย จากนั้นจะหลอกให้เหยื่อโอนเงินมาให้ตรวจสอบ” รอง ผบช.สตม.กล่าว มีรายงานล่าสุดว่า ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพบผู้อยู่ในบ้านทั้งหมด 15 คน ชายชาวญี่ปุ่น 4 คน ชายชาวจีน 5 คน ชายชาวไต้หวัน 2 คน หญิงชาวเมียนมา 2 คน (แม่บ้าน) ชายชาวพื้นที่สูง 1 คน (พ่อบ้านคนไทย) และหญิงไทย 1 คน (เด็กเอ็น) เบื้องต้นชุดจับกุมดำเนินคดีตามหลักฐานที่พบซึ่งหน้า ดำเนินคดีชาวจีนและชาวไต้หวันรวม 7 คน ดำเนินคดีข้อหายาเสพติด ส่ง สน.บางบอน ชายชาวญี่ปุ่น 4 คน ถูกเพิกถอนวีซ่า ผลักดันกลับไปให้ประเทศต้นทางดำเนินคดี หญิงชาวเมียนมา 2 คนที่เชื่อว่าเป็นแม่บ้านถูกถอนวีซ่าส่งกลับประเทศ ส่วนหนุ่มไทยชาวพื้นที่สูงที่เชื่อว่าเป็นพ่อบ้าน และหญิงไทยที่ถูกเรียกมาเอนเตอร์เทนไม่ได้ถูกดำเนินคดีตามพฤติกรรมที่ปรากฏ ทั้งนี้ จากพยานหลักฐานที่พบเกี่ยวกับการหลอกลวงส่วนใหญ่เชื่อว่าแก๊งนี้มุ่งเป้าไปที่เหยื่อชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก จะมีเป้าหมายชาวจีนและไต้หวันบ้าง แต่ไม่มาก หลังจากนี้จะประสานส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของแต่ละประเทศ เพื่อติดตามเส้นเงินต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่