กลายเป็นคำถามสะเทือนขวัญ สังคมไทยอีกครั้งกับเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 22–29 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุมากถึง 92 เหตุการณ์ รวม 131 จุดสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจอย่างยับเยิน คำถามตัวโตๆที่ดังขึ้น ท่ามกลางกลุ่มควันไฟคือ “นี่คือฝีมือใครกันแน่?”เพื่อคลี่คลายปริศนาดังกล่าว ทีมข่าว “SEE TRUE ไทยรัฐทีวี” ได้เดินทางข้ามพรมแดนไปยังเมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อเปิดห้องสัมภาษณ์พิเศษกับ อุซตาซฮรน อิสเหาะแกนนำอาวุโสของขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมลายู หรือ “บีอาร์เอ็น” อดีตกัส (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ของบีอาร์เอ็น เขตจังหวัดนราธิวาส ผู้กุมความลับและทิศทางของขบวนการเมื่อยิงคำถามตรงๆว่า เหตุร้อยกว่าจุดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือใคร? อุซตาซฮรนยิ้มรับด้วยท่าทีสงบ ก่อนอ้างกฎเหล็กของขบวนการว่า “ทำไม่รับ ไม่ทำไม่ปฏิเสธ” ทีมข่าวจึงต้องใช้ชั้นเชิงการตั้งคำถามอ้อมๆหลายตลบ จนในที่สุดแกนนำอาวุโสรายนี้ก็ยอมรับว่า...เป็นการลงมือของบีอาร์เอ็นจริงโดยแผนการถูกวางไว้นานแล้ว แต่ใช้เวลาสั่งการลงสู่พื้นที่จริงเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น“ผมตอบตรงๆ ไม่ได้เรื่องนี้ เพราะว่าเป็นสิทธิ์ของบีอาร์เอ็น ตั้งแต่เริ่มมีบีอาร์เอ็น เราจะไม่ยอมรับและจะไม่ปฏิเสธ ตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน” อุซตาซฮรนตอบเลี่ยงๆ ก่อนจะขยายความว่า...ปฏิบัติการครั้งใหญ่เป็นการรับคำสั่งจากเบื้องบน ยืนยันว่าฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารของบีอาร์เอ็นไม่ได้มีความแตกแยก ต่างคนต่างทำหน้าที่ เนื่องจากกระบวนการพูดคุยสันติภาพยังไม่มีข้อตกลงใดๆที่ยุติธรรมสาเหตุที่ต้องระเบิดและเผาพร้อมกันนับร้อยจุดในรอบนี้ แกนนำบีอาร์เอ็นอ้างว่า เป็นเพราะโต๊ะเจรจาถูกเลื่อนออกไป หลังเกิดเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นายที่บ้านบูเก๊ะซามี “ทำไมเหตุการณ์จึงเกิดขึ้นในช่วงนี้ เพราะเป็นการเลื่อนโต๊ะพูดคุย... ถ้า อส.หรือทหารพรานเจอกลุ่มพวกนี้เขายิงไหม แล้วผิดอะไรล่ะถ้าขบวนการจะยิงกลุ่มติดอาวุธของฝ่ายรัฐ เพราะต่างคนต่างมีอาวุธ มันเป็นคู่ต่อสู้กัน”ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวว่าเหตุการณ์รุนแรงเชื่อมโยงกับกลุ่มเสียผลประโยชน์จากการค้ายาเสพติดและสินค้าเถื่อน อุซตาซฮรน ปฏิเสธเสียงแข็ง ระบุว่าเป็นเพียงการกล่าวหาของฝ่ายรัฐ “ผมเคยเป็นคนที่อบรมบ่มเพาะเยาวชน จะไม่ทำในสิ่งที่สกปรก และระมัดระวังเพื่อที่จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติด”ส่วนกรณีการวางเพลิงและระเบิดสำนักงานเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งปัตตานีโดนหนักที่สุด 5 แห่ง นราธิวาส 4 แห่ง และยะลา 2 แห่ง แกนนำบีอาร์เอ็นยอมรับหน้าตาเฉยว่า เป็นเพราะขบวนการไม่ได้ต้องการการกระจายอำนาจรูปแบบดังกล่าว และมองว่าคนในเทศบาลหรือ อบต. บางคนอาจแสดงออกถึงการปฏิเสธการต่อสู้ของขบวนการขณะเดียวกันแม้เขาจะไม่ตอบตรงๆ ในประเด็นการถล่มร้านค้าและสถานประกอบการ แต่ก็ยอมรับว่า เป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทุนใหญ่ ซึ่งเป็นแนวทางที่บีอาร์เอ็นทำมาโดยตลอดเมื่อเจาะลึกถึงเป้าหมายสูงสุดของขบวนการ อุซตาซฮรน ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า พวกเขาต้องการ “ระบบการปกครองตัวเอง” ที่ครอบคลุม 3 เสาหลัก คือ อัตลักษณ์ การเมือง และเขตพื้นที่ โดยระบุว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยพยายามให้อำนาจบีอาร์เอ็นแค่เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เพียงพอ“เราจะต้องมีกฎหมายของตัวเอง เราต้องมีกฎหมายชารีอะห์ เราต้องมีเรื่องเศรษฐกิจของตัวเอง ในเรื่องความปลอดภัย เรื่องอัตลักษณ์ทั้งหมดนี้จะต้องมีอยู่ในระบบการปกครอง” แกนนำบีอาร์เอ็นทิ้งท้ายด้วยคำขู่ว่าความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากกระบวนการพูดคุยไม่มีความต่อเนื่อง จนกว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันบนโต๊ะเจรจาทีมข่าว SEE TRUE ได้นำเรื่องนี้กลับมาสะท้อนมุมมองกับ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร อดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน จ.นราธิวาส, อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. และอดีตคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ ซึ่งวิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า การก่อเหตุระลอกนี้เป็นการส่งสารที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา“ขอปกครองตนเอง ก็ชัดเจน รอบนี้เป็นการสื่อสารที่เมื่อก่อนคนไทยจะถามว่าความหมายของคุณคืออะไร เที่ยวนี้ก็เลยอธิบายชัดเจนเลยว่า มีการปกครองตนเอง คือรวมพื้นที่เป็นพื้นที่หนึ่ง มีรัฐบาลท้องถิ่น มีผู้ปกครองที่คัดมาจากคนในพื้นที่เท่านั้น...มีรัฐสภาท้องถิ่น มีกฎหมายที่สอดคล้องกับวิถีคือกฎหมายชารีอะห์”อย่างไรก็ตาม อดีตนายทหารนาวิกโยธินเตือนสติว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวนอกจากจะ “อยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญไทย” จนไม่อาจกระทำได้แล้ว คำถามตัวโตที่ต้องคิดคือ “ในพื้นที่ไม่ได้มีเฉพาะประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม แต่มีชาวพุทธเชื้อสายไทยและจีนที่อยู่มาแต่โบร่ำโบราณ พวกเขาจะอยู่ในสถานะใด?”พล.ร.ต.สมเกียรติ ยังได้ชี้ให้เห็น 3 ความเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวและท้าทายยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน...กระแสชาติพันธุ์นิยมถูกจุดติด มีการจัดงานและปลุกเร้าเรื่องอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างกว้างขวาง, เทคโนโลยีเปลี่ยนเกม วันนี้ทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์ ประชุมและกระจายข่าวสารได้ตลอด 24 ชั่วโมง แชร์กันได้ไม่มีวันหยุด และการสร้าง “วัฒนธรรมวีรบุรุษ” จากเดิมที่การสูญเสียของคนในขบวนการไม่มีพิธีรีตองมากนัก แต่ปัจจุบันกลับมีการแห่ศพ เชิดชูให้เป็นวีรบุรุษ แม้กระทั่งคนที่ถูกจับกุมก็ถูกสร้างให้เป็นฮีโร่ซึ่งสิ่งนี้กำลังสร้างพลังและความฮึกเหิมให้กับคนรุ่นใหม่อย่างน่ากลัวนี่คือ “โจทย์ใหญ่และยากที่สุด” ของรัฐบาลไทยและหน่วยงานความมั่นคงในการหาทางออก บนเส้นทางที่เดิมพันด้วยความสงบสุขของแผ่นดินด้ามขวานทองแห่งนี้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม