ข่าวฉาวการทุจริตเงินวัดสร้างความเสื่อมศรัทธาต่อชาวพุทธอย่างมาก พระชั้นผู้ใหญ่ พระมีชื่อเสียง ยักยอกเงินทำบุญบริจาคไปใช้เสพสุขส่วนตัว ปรนเปรอสีกา ไม่หมดไปจากสังคมไทยเสียที ยิ่งเป็นวัดใหญ่พระดังก็ยิ่งเบียดบังเงินได้จำนวนมหาศาล ปีที่แล้วจับสึกดำเนินคดีพระสงฆ์ระดับราชาคณะและเจ้าอาวาสวัดดังๆไปหลายสิบรูป ภาครัฐตื่นตัวออกแอ็กชันจะเข้ามาจัดระเบียบตรวจสอบเงินวัด ผ่านมาปีกว่าความคืบหน้ามีแค่เปิดให้บริจาคทางอิเล็กทรอนิกส์ (E–donation) แต่การปฏิรูปทั้งระบบหรือการออกกฎระเบียบตรวจสอบที่รัดกุมยังไม่เกิดขึ้นเสียทีดร.สรวิศ ลิ้มโอภาส พูลสวัสดิ์ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และอาจารย์สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารงานการกุศลและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เคยวิเคราะห์ปัญหาและมีข้อเสนอแนะนำที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่ง เพจสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยลงบทสัมภาษณ์ไว้เมื่อปีที่แล้ว วันนี้ผมขอนำมาแชร์ต่อกับท่านผู้อ่าน และอยากกระตุ้นให้รัฐบาลตื่นตัวใส่ใจได้แล้ว ไม่ใช่แค่บอกให้แยกแยะพฤติกรรมส่วนบุคคลกับศาสนา ในขณะที่ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเสื่อมลงเรื่อยๆดร.สรวิศให้ความเห็นว่า การทุจริตเงินวัดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่าง “ทุน” กับ “ธรรมะ” ถ้าจะหาทางออกอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องวิเคราะห์ปัญหาการขาดองค์ความรู้และกลไกใน การบริหารจัดการการกุศล (Charity Management) ในประเทศไทย ซึ่งภาคการกุศลและศาสนกุศลในไทย รวมถึงวัด โบสถ์ มัสยิด และมูลนิธิ เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงถึงหลักหมื่นล้านบาทต่อปี แต่กลับเป็นเซ็กเตอร์ที่ขาดองค์ความรู้และกลไกกำกับดูแลอย่างชัดเจนประเทศไทยมีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเกือบ 4,000 แห่ง และมีกลุ่มที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก เช่น อสม. หรือเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ แต่กลับไม่มีหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่เป็น ผู้กำกับดูแล (Regulator) ที่มีอำนาจตรวจสอบการเงินขององค์กรเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศสากลอย่างสหราชอาณาจักร มี Charity Commission หน่วยงานรัฐระดับกรมที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทุกองค์กรที่รับเงินบริจาค โดยไม่ยกเว้นวัด โบสถ์ มัสยิด หรือแม้แต่สถาบันของราชวงศ์ องค์กรเหล่านี้ต้องจดทะเบียน ต้องเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างโปร่งใส และหากมีการรับเงินบริจาคตามจุดประสงค์ที่กำหนด ต้องแยกบัญชีอย่างชัดเจน ไม่สามารถใช้เงินข้ามกล่องได้สำหรับปัญหาในประเทศไทยเกิดจากอำนาจกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย ไม่ครอบคลุม สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดูแลเรื่องศีลธรรมและภารกิจของสงฆ์โดยตรง แต่อำนาจในการควบคุมเรื่องเงินมีจำกัด พอเกิดปัญหาก็ทำได้เพียง ขอความร่วมมือ ให้วัดส่งบัญชีมา ถ้าวัดที่ไม่ให้ ความร่วมมือก็ไม่ถือว่าผิด ไม่มีกลไกบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน (ผมว่า ต่อให้วัดส่งบัญชีให้ พศ.ก็ไม่มีความสามารถที่จะไปตรวจสอบได้ทุกวัดอยู่ดี)การขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด ทำให้องค์กรศาสนาหลายแห่ง กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการคอร์รัปชันที่แยบยล เอาเงินบริจาคไปฟอกแล้วโอนเข้ากระเป๋าตัวเองดร.สรวิศมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปว่า ต้องดำเนินการทั้งในระดับวัฒนธรรมและระดับโครงสร้าง ระยะสั้น ปลูกฝังวัฒนธรรมบริจาคอย่างมีสติ ศาสนิกชนต้องเปลี่ยนจากการทำบุญ “ใช้ใจล้วนๆ” มาเป็นการบริจาคอย่างมีสติ รู้จัก “เอ๊ะ” ตรวจสอบเบื้องต้นว่าเงินเข้าบัญชีชื่อองค์กรจริง และติดตามผลการดำเนินงานย้อนหลัง ส่วนวัดต้องนำร่องสร้างความโปร่งใส เปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายให้ชัดเจนบนช่องทางสาธารณะ เช่น ในเฟซบุ๊ก หรือป้ายประกาศในวัดระยะยาว รัฐบาลควรจัดตั้ง ผู้กำกับดูแลการกุศล (Charity Regulator) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับดูแลองค์กร การกุศลโดยเฉพาะ โดยอาจใช้กลไกการเก็บค่าธรรมเนียมจากมูลค่าการบริจาคแทนการใช้เงินภาษีทั้งหมด และสามารถจ้างบุคคลภายนอกมาช่วยตรวจสอบได้ผมเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ไม่ใช่การจับผิด แต่ต้องปกป้อง ศรัทธา และเงินบริจาคของคนทั้งประเทศ เรื่องนี้มัวไปรอให้ข้าราชการเสนอ ขึ้นมาไม่ได้แน่ ภาคการเมืองโดยเฉพาะผู้นำรัฐบาลต้องกล้าประกาศครับ.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม