“บิ๊กราญ” นำทีมตำรวจ-ฝ่ายปกครอง บุกตรวจค้นบริษัทผลิตยางรถรายใหญ่ใน จ.สมุทรสาคร รวบอาชญากรชาวจีนใช้พาสปอร์ตเมียนมา ทำตัวเป็นเสี่ยใหญ่นำเงินดำเข้ามาฟอกขาวลงทุนธุรกิจผลิตยางรถสารพัดชนิดในประเทศไทยถึง 3 บริษัท นานกว่า 10 ปี มูลค่า 600 ล้านบาท หลังพบเบาะแสชุดจับกุมตรวจสอบยืนยันว่าเป็นชาวจีน และเป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัว ความผิดฐานสนับสนุนการทุจริตโครงการของรัฐ เข้ามาฟอกตัวในไทยใช้คนขับรถรับจ้างเป็นนอมินี ตั้งเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นในบริษัทของตัวเอง แถมวางแผนให้ลูกชายวัย 17 ปี สวมทะเบียนวัยรุ่นไทยวัย 19 ปี ชาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เตรียมรับโอนทรัพย์สินทั้งหมดเป็นเจ้าของอย่างถูกต้องตามกฎหมายรวบอาชญากรชาวจีนหนีคดีคอร์รัปชันมาเปิดบริษัทผลิตยางรถใหญ่โตในไทยรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ก.ย. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร. พร้อมคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E) กรมการปกครอง เจ้าหน้าที่ ปปง. และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่ทางการประเทศจีนต้องการตัว หลบหนีคดีคอร์รัปชันนำเงินมาฟอกขาวในไทยนานกว่า 10 ปี พร้อมนำกำลังเข้าค้นบริษัทนอมินีเปิดเป็นโรงงานผลิตยางรถทุกชนิด มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้ต้องหายังนำลูกชายมาสวมทะเบียนได้บัตรประชาชนคนไทย เพื่อรอโอนถ่ายทรัพย์สินให้ลูกชาย สร้างความเสียหายและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างยิ่งปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย พบผู้ต้องสงสัยนายเมียว ลัต ออง (Mr.Myo Latt Aung) สัญชาติเมียนมา ใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) เปิดบริษัทต้องสงสัย 3 แห่ง สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เดียวกันในพื้นที่หมู่ 1 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ทุนจดทะเบียนรวม 191 ล้านบาท ถือครองที่ดินรวม 7 แปลงใช้เป็นที่อยู่อาศัย โรงงาน และให้เช่าประกอบกิจการ เนื้อที่รวม 28 ไร่ 2 งาน 9.4 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท นายเมียวมีชื่อถือหุ้นโดยตรงและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทั้ง 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทเออีซี รับเบอร์ เทค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเคทีแอล โซล่าร์ เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท เคทองลี่ รับเบอร์ เทคโนโลยี จำกัด จากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า ผู้ถือหุ้นคนไทยที่เป็นนอมินีมีอาชีพขับรถรับจ้าง เคยทำงานขับรถส่งสินค้าให้กับบริษัทของนายเมียวเป็นประจำ แต่ไม่เคยลงทุนหรือถือหุ้นจริงประเด็นสำคัญคือ ระบบจดจำใบหน้าของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจพบว่า นายเมียวอาจเป็นบุคคลเดียวกับนายหลี่ เว่ยตง (Mr.Li Weidong) อายุ 43 ปี สัญชาติจีน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเร่งติดต่อผู้ประสานงานตำรวจสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายหลี่เป็นผู้ต้องหาที่ทางการจีนต้องการตัว มีความผิดฐานสนับสนุนการทุจริตโครงการของรัฐ หลังก่อเหตุหลบหนีออกนอกประเทศจีน ระหว่างปี 2556- 2559 เคยใช้หนังสือเดินทางจีนเดินทางเข้าออกประเทศไทยรวม 14 ครั้ง ก่อนเปลี่ยนไปใช้ชื่อนายเมียว ใช้หนังสือ เดินทางเมียนมาตั้งแต่ปี 2561 เดินทางเข้าออกไทยอีก 48 ครั้ง รวบรวมหลักฐานขอศาลจังหวัดสมุทรสาครออกหมายจับความผิดเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมนำกำลังเข้าตรวจค้นบริษัทจากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ยึดเอกสารสำคัญ รวมถึงโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขายมูลค่า 9 ล้านบาท เพื่อขยายผล ระหว่างตรวจค้นพบลูกชายผู้ต้องหาวัย 17 ปีแสดงบัตรประชาชนไทยระบุว่า เกิดเมื่อวันที่ 3 ต.ค.2549 ปัจจุบันอายุ 19 ปีเศษ อยู่ในพื้นที่ ต.บ้านหลวง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และแสดงสูติบัตรระบุมารดาชื่อ น.ส.นาฝา บิดาชื่อ นายยะจู เกิดที่โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่ แต่เมื่อตรวจสอบลายนิ้วมือกลับพบว่า ตรงกับชาวจีนอีกคนที่เคยใช้หนังสือเดินทางจีนเข้าออกประเทศไทย ออกบัตรประชาชนไทยครั้งแรกเมื่อปี 2566 และยังเชื่อมโยงถึงอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ คดีช่วยเหลือคนต่างด้าวสวมสิทธิทำบัตรประชาชน ตำรวจจึงควบคุมตัวทั้งนายหลี่และลูกชายดำเนินคดี พร้อมเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ (DNA) ของทั้งคู่และผู้หญิงคนไทยที่มีชื่อเป็นมารดาตามทะเบียนราษฎร เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ หากพบว่ามีส่วนรู้เห็นการสวมสิทธิจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปนอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัตินายหลี่พบว่า ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย น.ส.ลู่ สัญชาติจีน พนักงานในบริษัทของตัวเอง โดยใช้เท้าเตะศีรษะ 1 ครั้ง ทำลายทรัพย์สิน ขว้างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของ น.ส.ลู่จนพัง และใช้มีดขู่บังคับให้ น.ส.ลู่ เซ็นเอกสารรับสภาพหนี้ 15 ล้านบาท รวมทั้งบุกรุกเข้าไปในห้องพักเพื่อลักทรัพย์สินและยึดเอาเอกสารสำคัญไปหลายรายการ ก่อนใช้เทปใสมัดมือ เอากระสอบพลาสติกคลุมศีรษะ ใช้เทปใสปิดปากไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือ ทำร้ายอย่างทารุณด้วยการกดศีรษะลงบ่อน้ำและใช้แก๊สจุดไฟลนตามร่างกาย พร้อมทั้งลักเงินสดไป จนกระทั่ง น.ส.ลู่สามารถหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือ เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.กระทุ่มแบนแล้วเบื้องต้นชุดทำงานดำเนินคดีนายหลี่ เว่ยตง และลูกชาย ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 81 และเป็นคนไม่มีสัญชาติไทย ทำใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเองมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้าน หรือในเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50 วรรคสอง คุมตัว 2 พ่อลูก ส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ดำเนินคดีนอกจากนี้ยังดำเนินคดีนายหลี่ เว่ยตง ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ความผิดฐานเป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยกระทำการช่วยเหลือ หรือสนับสนุน หรือให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในบริษัทจำกัด และเป็นบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 (3) อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มาตรา 36 และ 37 ส่วนคดีทำร้ายร่างกายจับผู้เสียหายมัดกักขังใช้เทียนลน เหตุเกิดเดือน ก.ค.64 ศาลอุทธรณ์ตัดสินลงโทษจำคุก 1 ปี 22 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี คดีอยู่ระหว่างตัดสินของศาลฎีกา ก่อนผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง พร้อมประสานทางการจีนเนื่องจากผู้ต้องหามีหมายจับทางการจีนเมื่อปี 59 นครจีหนาน เขตลี่เซี่ย กระทำผิดฐานร่วมกันทุจริตในโครงการของรัฐ มูลค่าความเสียหาย 75 ล้านบาทนอกจากนี้ชุดจับกุมเชิญตัว น.ส.นาฝา (ขอสงวนนามสกุล) แม่ทิพย์คนไทย ตามที่ระบุในทะเบียนราษฎร มาเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอว่าตรงกับลูกชายวัย 17 ปี ของนายหลี่หรือไม่ หาก น.ส.นาฝา มีส่วนรู้เห็นกับการสวมบัตร จะมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 ประกอบ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50 โดยเรียกตัวแม่ทิพย์มาแจ้งข้อหาดำเนินคดีต่อไปอย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะบูรณาการทุกหน่วยงาน เดินหน้าปราบปรามการสวมสิทธิ นอมินี และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปิดช่องโหว่ระบบทะเบียนและปกป้องความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริตทางทะเบียน หรือพฤติการณ์ผิดปกติได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชม. เพื่อยกระดับความมั่นคงทางทะเบียน เพราะข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญการคุ้มครองสิทธิ ประชาชน และเป็นด่านแรกการป้องกันอาชญากรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสวมสิทธิ บัญชีม้า นอมินี ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการปิดช่องความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่