“เท้ง” ชื่นชม กกต.เสียงข้างน้อย กล้าหาญแถลงข่าวหักล้างมติ กกต. ยกความเห็นไปประกอบยื่นร้อง ป.ป.ช.ฟัน กกต.ผิดมาตรา 157 “พริษฐ์” ขยี้ต่อเนื่องหวดมติ 4 เสือต่างตอบแทนสนองผู้มีพระคุณสีน้ำเงิน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ลงมติขัดหลักการกฎหมาย ขัดหลักฐานขบวนการโกง ถล่มยับ “นายกฯหนู” ร่วมขบวนการโกง บี้ กกต.เผยมติรายบุคคล ส่งสำนวน-ความเห็นอนุ กก.ชุด 26 และความเห็นรองเลขาฯ กกต.ไปศาลฎีกา เด็ก ภท.เต้นโดดป้องนาย “ศุภชัย” โวยไม่ให้นำของเถื่อน สำนวนความลับราชการมาพูดในสภาฯ “คำรบ” นำทีม สว.สำรองร้องศาลฎีกาขอศาลเพิกถอนมติ กกต. ล้มกระดานไต่สวนใหม่ ฉะเจตนาปล่อยผีเมินหลักฐานทุจริตตามมาตรา 62 กกต.จ่อเชือด ปชน.-ก้าวหน้า-ไอลอว์ เปิดห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดเลี้ยง สว.สีส้มพรรคประชาชน (ปชน.)ชื่นชมนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย ที่ออกมาแถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับมติ กกต.ที่อ้างเสียงข้างมากยกคำร้อง 21 ผู้ถูกกล่าวหาพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในคดีฮั้ว สว.เตรียมนำข้อมูลไปประกอบยื่นฟ้อง กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อ ป.ป.ช.“เท้ง” ชม “สิทธิโชติ” จ่อยื่น ป.ป.ช.ฟัน กกต.เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 16 ก.ย.ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยต่อการแถลงข่าวของประธาน กกต.ว่า ชื่นชมในแง่การแสดงจุดยืน ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาใหม่ ความเห็น กกต.เสียงข้างน้อย เราพร้อมนำมาหลอมรวมเข้าไปในคำร้อง ที่จะร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการเร็วที่สุด ข้อคิดเห็น กกต.เสียงข้างน้อยสอดคล้องกับสายตาวิญญูชนทั่วไป ขบวนการโกงเรื่อง สว.ทำเป็นขบวนการขนาดใหญ่ มีออร์กาไนเซอร์คนจัดตั้งอยู่เบื้องหลังแน่นอน สิ่งที่เราสงสัยต่อจากนั้นวัตถุพยานอื่น ที่ไม่ใช่แค่การให้ปากคำของบุคคล โยงใยไปถึงกรรมการบริหารพรรคหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับพรรค ภท.ได้ ไทม์ไลน์ยื่นฟ้อง กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อาจต้องยืนยันกับฝ่ายกฎหมายและอาจต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรงคือผู้สมัครไปฟ้อง แต่พรรค ปชน.จะยื่นไปที่ ป.ป.ช. เราสนับสนุนการดำเนินการทั้งสองส่วน เชื่อว่าสัปดาห์นี้จะคืบหน้าไม่ขอเอ่ยชื่อ พท.ถอนยวงหลังซักฟอกเมื่อถามว่าเวทีการซักฟอกหวังผลให้พรรค พท.โหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การลงมติแต่ละพรรค คงมีจุดยืนของตัวเองอยู่ ไม่ขอเอ่ยชื่อพรรค หากเห็นว่าการโกงเลือก สว.ซึ่งเป็นขบวนการโกงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ในฐานะตัวแทนประชาชนและ สส.การลงมติในการไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือรัฐมนตรีรายบุคคล เป็นสิ่งที่แต่ละคนพึงกระทำได้ในการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อถามย้ำว่า การไม่พูดชื่อพรรค อาจไม่ได้เพราะพรรค พท.เป็นตัวแปรสำคัญชี้ขาดรัฐบาลจะได้ไปต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่า คำตอบเมื่อสักครู่ชัดแล้วว่าไม่ต้องไปเรียกร้องชื่อพรรค ไม่อยากให้เป็นการเมืองโต้ตอบกันไปมา ผลโหวตจะเป็นอย่างไร ให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า เมื่อถามย้ำว่า หากอภิปรายไปแล้วพรรค พท.ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ฉากทัศน์เปลี่ยนมองอนาคตอย่างไร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่แต่ละคนวิเคราะห์ไปข้างหน้าได้ แต่ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความพยายามจากทุกภาคส่วน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐทั้งหมด ทั้งการเมือง สว.และองค์กรอิสระอย่าง กกต.อะไรที่ไกลกว่านี้ขอให้รอสถานการณ์ครั้งหน้าดีกว่า“ไอติม” ขึงเวทีสภาฯขยี้ กกต.ต่อเนื่องเมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาฯ มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาการรับทราบผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปี 2567 และปี 2568 ให้เวลาการอภิปราย 5 ชั่วโมง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า มติ กกต.เสียงข้างมาก ที่สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 77 คน เป็นมติขัดหลักการกฎหมาย เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ได้แก่ 1.ขบวนการโกง สว. ตีกรอบว่าขบวนการโกงต่างๆไม่เกี่ยวกัน ต่างคนต่างโกง ขัดหลักฐานการโกงเป็นขบวนการ ทั้งโพยใบสั่ง สถิติการลงคะแนนระดับประเทศ ศูนย์ทำโพยที่มีผู้สมัคร สว.ไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่างๆ ใช้วิทยากรคนเดียวกันวนไปทำหน้าที่ รวมถึงการปฐมนิเทศ สว.ในวันที่ 21 ก.ค.67 หลัง 200 สว. ได้รับการรับรองจาก กกต. มี สว.หลายสิบคนไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน เพื่อปฐมนิเทศตกลงจะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภาถล่มยับนายกฯร่วมขบวนการโกงนายพริษฐ์กล่าวว่า 2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี สส.พรรค ภท. แม้ กกต.ปัดตกคำให้การนายเอกราช ช่างเหลา พยานคดีนี้ แต่หลักฐานที่โยงถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่คำให้การนายเอกราช แต่มีหลักฐานอื่นๆ เช่น ประวัติการโทรศัพท์ โดยเฉพาะของนางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. และยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรค ภท. หากพรรค ภท.ไม่เกี่ยวโกง สว. เหตุใดนางรัตนาโทร.คุยกับ สว. 19 คน 62 ครั้งในช่วง 80 วันที่คาบเกี่ยวการเลือก สว. ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ประท้วงนายพริษฐ์นำสำนวนความลับการสอบสวนของราชการมาเปิดเผย ขอให้ประธานควบคุมการประชุม ไม่ให้เอาของไม่ชอบ ของเถื่อน มาอภิปรายในสภาฯ แต่นายโสภณวินิจฉัยให้นายพริษฐ์พูดต่อ นายพริษฐ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรค ภท.เคยออกประกาศไม่ให้ลูกพรรคยุ่งเกี่ยวการเลือก สว. แต่การที่ กกต.สั่งฟ้องบุคคลพรรค ภท. เป็นได้ 2 ทางคือ 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. ไม่ได้เรื่องในการกำชับลูกพรรคไม่ให้ยุ่งเกี่ยวเลือก สว. 2.นายอนุทินและพรรค ภท.ร่วมกันโกงเลือก สว.ภท.เต้นเร่ารุมโต้ป้องนายกฯผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นบรรยากาศการประชุมคุกรุ่นขึ้นทันที เมื่อ สส.พรรค ภท.รุมประท้วง ให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด ขณะที่นายโสภณขอให้นายพริษฐ์หยุดพูดกล่าวหานายกฯเนื่องจาก กกต.วินิจฉัยยืนยันนายอนุทินไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่สั่งฟ้องต้องไม่พูดอีก ถ้าพูดจะไม่ให้อภิปราย ก่อนให้นายพริษฐ์อภิปรายต่อว่า 3.มาตรฐาน กกต.ปีที่แล้วเคยสั่งฟ้องการโกง สว.ไปที่ศาล มีหลักฐานแค่แชตไลน์คน 2 คนที่มีข้อความแลกเปลี่ยนคะแนนกัน แต่ปีนี้ไม่ฟ้อง สว.ร้อยกว่าคนที่อยู่ในโพยใบสั่ง แลกคะแนนเป็นระบบ ขัดมาตรฐานในอดีต สิ่งที่ กกต.ต้องทำมี 4 ข้อคือ 1.เปิดเผยมติ กกต.ทุกคนว่าใครลงมติอย่างไร 2.กกต.ต้องส่งสำนวนสอบสวนและความเห็นอนุกรรมการชุดที่ 26 ความเห็นนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ไปที่ศาลฎีกา 3. ยืนยันจะเดินหน้าสอบคดีโกง สว.ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนนี้ 4.หากกระบวนการไต่สวนศาลฎีกาพบความเชื่อมโยงการโกง สว.มากกว่า 77คน กกต.ต้องรื้อฟื้นคดีและสั่งฟ้องเพิ่มเติม ข้อเท็จจริงที่แกนนำ ภท.และนายอนุทินไม่ถูกฟ้อง เพราะดุลพินิจ 4 กกต.มาจากการเลือกของ สว.สีน้ำเงิน ใช้ดุลพินิจเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา หาก กกต.ใช้อำนาจต่างตอบแทนมากกว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ความน่าเชื่อถือของ กกต.ในสายตาประชาชนจะเหลือเท่าไรในการกลับมารายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภาฯปีหน้าฉะผลัดกันเกาหลังตัดจบไม่ถึงตัวการนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. อภิปรายว่า กกต. มีสถานะน่าเป็นห่วง ความสุจริตเที่ยงธรรมเกราะกำบังพังทลายลงจบลงจากคำวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ขบวนการฮั้ว สว.ใช้ทั้งอิทธิพล อำนาจการเมือง กระบวนการจัดตั้งทางการเมืองและเงินเข้ามาจัดการ แต่ กกต.ไม่สามารถจัดการได้ จบลงช็อตฟีลคนทั้งประเทศ กกต.เสียงข้างมากมี 4 คน มาจากการเลือกของ สว.ที่ถูกกล่าวหา ได้ตัดตอนสนองคุณ ไม่ให้สาวไปถึงตัวการใหญ่ของขบวนการ ประชาชนไม่ได้คาดหวังอีกต่อไป พรรคเรียกร้อง กกต.ส่งสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ให้ศาลฎีกาทั้งหมด อย่าตัดตอนเหลือแค่ 77 คน ศาลฎีกามีอำนาจเรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ สังคมฝากความหวังไว้ที่ศาลฎีกา กกต.เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต ทำลายโครงสร้างกกต.แบบเดิม เปลี่ยนแปลงการสรรหาและอำนาจ หากไม่มีเปลี่ยนแปลง กกต. จะทำให้กระบวนการเข้าสู่อำนาจในประเทศบิดเบี้ยวจี้กลับใจตอบแทนบุญคุณภาษี ปชช.นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า กกต.มีความสำคัญยิ่งยวดต่อประเทศและต้องอยู่คู่ประเทศไทยต่อไป ขณะนี้ฟังกระแสสังคมแล้วเป็นห่วง กกต.จะเดินต่อไปอย่างไร วันนี้ไม่สบายใจว่าการเลือก สว.จะหาทางออกแก้ปัญหาประเทศ หรือสร้างปัญหาอีกระลอก ภาวนาไม่ให้เกิดวิกฤติ แต่การลงมติ กกต.วันที่ 14 ก.ย.ทำให้เกิดความเห็น 2 ฝ่าย เสี่ยงเกิดความขัดแย้งได้ แต่ยังมีโอกาสที่ กกต.ต้องสกัดกั้นไม่ให้เกิดความขัดแย้ง การทำหน้าที่ กกต.ให้ระวังสิ่งสำคัญที่จะเป็นมารคืออำนาจที่จะแทรกแซงการทำงาน จะมีหรือไม่ยังไม่ชี้ชัด แต่วิธีแก้มารคือคนที่มีบุญคุณต่อ กกต.คืองบแผ่นดินที่ให้ กกต.นำไปทำภารกิจ เจ้าของภาษีเหล่านี้คือประชาชน คนมีบุญคุณต่อ กกต.มากสุดคือประชาชนภท.ประท้วง 1 ชม.ขวางแตะคนนอกต่อมาเวลา 13.00 น. การอภิปรายเริ่มโต้เถียงกันดุเดือดหนักขึ้น เมื่อนายชยพล สท้อนดี สส.กทม.พรรค ปชน. อภิปรายยกตัวอย่างการฮั้ว สว.เป็นรายกรณี อาทิ นางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.พรรค ภท.และเป็นเจ้าหน้าที่พรรค ภท.โทรศัพท์ไปยัง สว.19 คน รวม 62 ครั้ง ช่วงเลือก สว. เปิดภาพนางรัตนาที่ทำงานในพรรค ภท. ทำให้ สส.พรรค ภท.แห่รุมประท้วงอภิปรายพาดพิงบุคคลที่ 3 และพรรค ภท.ที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายงานการปฏิบัติงานของ กกต. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทยและ สส.นครราชสีมา พรรค ภท. กล่าวว่า อภิปรายนอกเรื่อง รายงาน กกต.เป็นเรื่องปี 67-68 แต่คดีฮั้ว สว.ปี 69 หลักฐานที่มีไม่ได้ทำให้พวกท่านชนะเลือกตั้ง พวกตนชนะต้องจำไว้จนเกิดตอบโต้กันไปมาอย่างหนัก ขณะที่นางมัลลิกา จิระพันธ์วาณิช รองประธานสภาฯ ประธานการประชุม พยายามเตือนนายชยพลไม่ให้พาดพิงบุคคลภายนอก จากนั้นนายชยพลอภิปรายเปิดประเด็น สว.เลย 5 คนที่เชื่อมโยงกับนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรค ภท. ยิ่งถูกประท้วงหนัก การประชุมไม่ราบรื่นถูลู่ถูกังเสียเวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมง“ลิซ่า” ขู่ กกต.เสี่ยงจุดจบติดคุกน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. อภิปรายว่า ประชาชนต่างยกนิ้วให้ กกต. แต่นิ้วไหนไปคิดกันเอง มติ กกต.มีคำถามเหตุใด กกต.เลือกส่งแค่ 77 รายให้ศาลฎีกาพิจารณา ทั้งที่ส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้ศาลฎีกาตัดสิน แต่กลับเลือกท่ายาก ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายชีวิตที่ไม่ได้ทำงานเพื่อประเทศ แต่ทำงานเพื่อตอบแทนคนที่แต่งตั้งมา เอาสิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิตมาทิ้ง มีธงอยู่แล้วเพื่อหาทางลงให้กรรมการบริหารพรรค ภท.รอดพ้น กำลังเป็นตรายางให้ระบอบสีน้ำเงิน ทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประธาน กกต.ที่ผ่านการเลือกจากสว.ชุดนี้ ต้องมาพิจารณาเรื่องที่ สว.ชุดนี้คัดเลือกมา ขอให้นึกถึงอนาคตตัวเองอาจถูกฟ้องผิดมาตรา 157 ในอดีต กกต.เคยติดคุกมาตรา 157 มาแล้ว หากที่มาองค์กรอิสระเชื่อมกับผู้มีบุญคุณจะศักดิ์สิทธิ์อะไร สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง หากท่านเจ็บป่วยขอให้อดทน อยู่รอให้เห็นระบอบการล่มสลายที่ท่านสร้างมา“อ๋อย” ห่วงความน่าเชื่อ กกต.หดวูบนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพท. อภิปรายว่า เป็นห่วงความล่าช้าการทำงานของ กกต. กรณีฮั้ว สว.เห็นชัดล่าช้าเกิดมาตั้งแต่ปี 67 กรณีฮั้ว สว.น่าห่วงคนจำนวนมากรู้สึกว่า กกต.ไม่เป็นกลาง คนเชื่อข้อมูลภาคประชาสังคมมากกว่า มติ กกต.วันที่ 14 ก.ย. ขัดสายตาประชาชนอย่างรุนแรง เป็นฟางเส้นสุดท้ายทำให้ความน่าเชื่อถือ กกต.แทบหมดไป ขณะที่ กกต.เสียงข้างน้อยชี้แจงเหตุผลการให้ส่งฟ้องบุคคลบางกลุ่ม ยกพยานหลักฐานต่างๆ แต่เสียงข้างมากไม่ชี้แจงความเห็นที่แตกต่าง คนส่วนใหญ่เชื่อ กกต.เสียงข้างน้อยมากกว่า เกิดปัญหาไม่ใช่เฉพาะความน่าเชื่อถือของ กกต.จะโยงถึงระบบ ความน่าเชื่อถือต่อทั้งระบบจะลดน้อยลง ขาดความชอบธรรม บ้านเมืองจะเดินต่ออย่างไร คนจำนวนมากเห็นความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายต้องมาคิดว่าระหว่างยังแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ บ้านเมืองอยู่ในสภาพคนขาดความน่าเชื่อถือ ต้องมาช่วยหาทางออกให้พ้นจากสภาพนี้ ประเทศไทยอยู่กับความล้าหลัง ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ“ศุภชัย” บี้ กกต.เร่งเครื่องฮั้ว สว.สีส้มจากนั้นเวลา 16.30 น. นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท.อภิปรายว่า สงสัยคณะอนุกรรมการไต่สวนชุด 26 ที่สอบสวนฝ่ายสีน้ำเงินมา 2 ปี แต่อีก 3 สำนวนที่เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น ถึงวันนี้ยังไม่เสร็จคือ สว.กลุ่มอิสระ กลุ่มไอลอว์และ สว.สีส้ม ทำไมเชื่องช้า ส่วนสำนวนเอกสารไต่สวนที่หลุดออกไป เหตุใด กกต.นิ่งเงียบไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลยหรือไม่ ปล่อยให้มีคนเปิดทุกวัน มาหยามทุกวัน อยากตำหนิ กกต. ขอฝาก กกต. 5 ประการคือ 1.ชี้แจงองค์ประกอบ ที่มากระบวนการ การทำงานของคณะอนุชุดที่ 26 ให้ชัดเจน 2.เปิดเผยหลักเกณฑ์การใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะดีเอสไอให้ชัดว่าประสานข้อมูลอย่างไร 3.ชี้แจงสถานะสำนวนอื่นใน 3 คดีที่สอบถามไป กล่าวหาสีน้ำเงินฮั้วสีอื่นก็ฮั้วเช่นกัน 4.ตรวจสอบระบบรักษาความลับ การเข้าถึงเอกสารในสำนวนอย่างจริงจัง คำวินิจฉัยของ กกต.กระทบความเชื่อมั่นประเทศ ให้ยึดหลักกฎหมายมากกว่ากระแสสังคมกกต.ส่งทุกคำวินิจฉัยให้ศาลเวลา 16.55 น. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ชี้แจงว่า การป้องกันทุจริตเลือก สว. กกต.เห็นว่าปัญหาที่คนมาอยู่ด้วยกันมากๆเพื่อต้องการเป็น สว. อาจทำเกินเจตนารมณ์ที่กฎหมายกำหนด จึงออกระเบียบแนะนำตัวให้พิจารณาจาก สว.3 เท่านั้น ไม่สามารถขอคะแนนกันได้ ให้อ่านจากประวัติพิจารณาความเหมาะสม ส่วนเอกสารที่ให้นำเข้าไปหรือโพย กกต.ห้ามนำโพยเข้าไป แต่สุดท้ายระเบียบแนะนำตัวถูกยกเลิก ถ้า กกต.อุทธรณ์จะทำให้ขยายเวลาเลือก สว.ออกไปอีก ทำให้ผู้สมัครมีสิทธิเสรีภาพ กลุ่มอาชีพเดียวกัน นั่งรถคันเดียวกันมา นอนโรงแรมเดียวกันทำได้ ถูกกฎหมาย เพราะระเบียบแนะนำถูกยกเลิก แต่หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นอยู่ในข้อเท็จจริงที่ กกต.สืบสวนได้ คำวินิจฉัย กกต.ที่ออกมาจะตอบทุกเรื่องทั้งข้อเท็จจริงและเหตุผล ส่วนการขอเอกสารอื่นๆเพิ่มเติมจาก กกต. จะพิจารณาว่าจะเปิดเผยได้แค่ไหน ส่วนเอกสารที่จะส่งให้ศาลฎีกา มีกี่แผ่นจะส่งให้หมด ทั้งคำวินิจฉัย ความเห็นเลขาธิการ กกต. อนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และ 36 กรณีที่จะให้รื้อฟื้นคดีใหม่ หากศาลฎีกาพบการเชื่อมโยงมากกว่าที่ กกต.วินิจฉัย กกต.ดำเนินการเป็นกรณีตามความปรากฏได้3 สำนวนฮั้วสีส้มใกล้รู้ผลเร็วๆนี้ร.ต.อ.ชรินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า การดึงดีเอสไอมามีส่วนร่วม ไม่ใช่ครั้งแรก เคยดึงทั้งตำรวจ ปปง. ฝ่ายปกครองมาร่วมสอบสวนเป็นปกติ การไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุด 26 ได้ให้ความเป็นธรรม ให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายมาชี้แจง เชิญทุกคนที่ถูกแจ้งข้อหามาชี้แจง เรื่องโพยคณะที่ 26 มองพยานหลักฐานทั้งตัวบุคคล พยานวัตถุ คลิป เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ามีน้ำหนัก แต่คณะกรรมการชุดอื่นๆจะมีความเห็นอย่างไร ไม่สามารถก้าวล่วงได้ ส่วนสำนวนเลือก สว.อีก 3 สำนวนได้เสนอ กกต.แล้ว และมีการสั่งสอบเพิ่มเติม น่าจะทราบผลเร็วๆนี้ กรณีเอกสารหลุดได้แจ้งความดำเนินคดี ตนถูกสอบทุกทีเพราะเป็นต้นน้ำ หลังจาก สส.และ กกต.ชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเสร็จสิ้นขั้นตอนรับทราบรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.สว.สำรองร้องศาล กกต.เจตนาปล่อยผีเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลฎีกา พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีต ผช.ผบ.ตร. ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง เข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต. ยกคําร้อง 3 ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า 3 ข้อกล่าวหาที่ยกคําร้อง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 กกต.ชี้แจงว่าโพยไม่ผิด ยืนยันว่ามีขบวนการจัดทําขึ้นและโพยฉบับแรกที่ตนไปพบ ถือเป็นโพยฉบับแรกไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา เป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่ กกต.พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน สรุปแล้วทั้ง 77 ราย กกต.วินิจฉัยลักษณะคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต.ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปละ ละเลยหรือไม่ หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก 10 ปีขอศาลเพิกถอนมติ กกต.ไต่สวนใหม่“กลุ่ม สว.สํารองจึงใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 จะขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต.วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาข้อกล่าวที่ 1-3 ที่บอกว่าไม่ผิดขอให้เพิกถอนคําสั่งนี้ และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ และขอให้ไต่สวนว่าเมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต.พิจารณาสว.138 คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่ คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้ และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องการวินิจฉัยของ กกต. กลุ่ม สว.สำรองเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้วจะฟ้องร้องวันนี้ เมื่อคาดการณ์ไว้แล้ว ร่างหนังสือมาเป็นเดือน” พล.ต.ท.คำรบกล่าวกกต.จ่อฟัน ปชน.–ก้าวหน้า–ไอลอว์เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง จากกรณีที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงผลการลงมติผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 14 ก.ย.มีมติเสียงข้างมากสั่งส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว.ปี 67 เพียง 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีโกงเลือก สว. 427 ราย และในจำนวนนี้ยังเหลือสำนวนอยู่ระหว่างไต่สวนสืบสวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 อีก 3 สำนวน ล่าสุดมีรายงานว่า สำนวนคดีทั้ง 3 สำนวนเป็นคำร้องกล่าวหาฮั้วเลือก สว. 3 กลุ่มประกอบด้วย 1.กลุ่ม สว.พรรค ปชน. คณะก้าวหน้า ไอลอว์ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรค ปชน. คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3.กลุ่ม สว.อิสระกรณีจัดประชุมผู้สมัคร สว.ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พบข้อมูลเบื้องต้นว่ามีผู้ออกเงินจัดเลี้ยงอาหารและค่าสถานที่ให้ผู้สมัคร สว.ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย แม้จะมีสว.บางรายอ้างว่าได้จ่ายเงินเอง ด้วยการหย่อนใส่กล่องหน้าห้องประชุม และซื้ออาหารทานเองก็ตาม แต่ผู้จัดงานกลับไม่ได้ออกมาชี้แจง เข้าข่ายจัดเลี้ยงอันมีความผิดตามกฎหมายแล้วอย่างชัดเจน หลังจากนี้ กกต.จะพิจารณาว่าจะให้ชุดที่ 26 ดำเนินการต่อหรืออาจเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่ เนื่องจากร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ทำหน้าที่ประธานอนุไต่สวนชุดที่ 26 เกษียณอายุราชการสิ้นเดือนก.ย.69ศาลจำคุก “ศรัณย์วุฒิ” คดีเสียบบัตรผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม 14/2568 ที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ในขณะนั้นในคดีเสียบบัตรแทนกัน กรณีเมื่อวันที่ 20 ก.ย.56 สภาฯนัดประชุมพิเศษพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ จำเลยเดินทางไป จ.สุโขทัย ไม่อยู่ในที่ประชุมสภาฯ แต่ฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้แก่ สส.รายอื่นใช้บัตรกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนลงมติร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริตบิดเบือนขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาฯ ขัดต่อหลักการพื้นฐานการเป็น สส. ขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามมาตรา 123 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นกระทำทุจริตต่อหน้าที่ พิพากษาว่ามีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 8 เดือน จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์“ทักษิณ” ฟ้องสรรพากรยึดทรัพย์ซ้ำซ้อนวันเดียวกัน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงข่าวกรม สรรพากรตามยึดและอายัดทรัพย์นายทักษิณ เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯในปี 49 เงินได้ 15,883,900,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของเงินได้ที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯทั้งหมด 1,419,490,150 หุ้น นายทักษิณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วันที่ 26 ก.พ.53 ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งสิ้นรวมเป็นเงิน 46,373,687,454.70 บาท จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดคงเหลือให้ต้องชำระภาษีสำหรับปี 49 อีกต่อไป การยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณในเวลาต่อมาจึงเป็นการยึดและอายัดซ้ำซ้อนกับการบังคับคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 จึงยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอาการกลางเมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 และยื่นขอให้ศาลภาษีอากรกลาง มีคำสั่งห้ามชั่วคราวไม่ให้กรมสรรพากรกระทำซ้ำ ยึดและอายัดทรัพย์โดยมิชอบจนกว่าศาลภาษีอากรกลางจะมีคำพิพากษา ศาลภาษีอากรกลางนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของนายทักษิณวันที่ 7 ต.ค.69 และนัดชี้สอบสถานและนัดสืบพยานวันที่ 16 พ.ย.69มะกันจ่อคว่ำบาตรสแกมเมอร์พัน “วรภัค”วันเดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป.โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็นร้อนระดับข้ามชาติมาตรการกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (Scammer) ว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเอกสารสำคัญ ที่ประธาน กมธ.ชุดใหญ่ 2 ชุดของสภาฯสหรัฐฯ นายไบรอัน แมสต์ ประธานคณะ กมธ.การต่างประเทศและนายจอห์น มูลินาร์ ประธานคณะ กมธ.พิเศษเกี่ยวกับจีน ลงนามเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯใช้อำนาจตามกฎหมาย Magnitsky Act เป็นกฎหมายลงโทษและคว่ำบาตรบุคคลต่างชาติที่กระทำความผิดร้ายแรง เพื่อดำเนินคดีและจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติทั้งหมด 1 ในรายชื่อผู้ถูกยื่นเรื่องให้ทางการสหรัฐฯดำเนินการ มีอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมอยู่ด้วย ขอตั้งคำถามถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าที่ผ่านมาตนและพรรค ปชป.รวมถึง กมธ.การเงิน การคลัง สภาฯส่งข้อมูลทั้งหมดให้ ก.ล.ต.แล้ว แต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆจากรัฐไทย จนทางการต่างประเทศทนไม่ไหว ต้องลงมือจัดการเองในที่สุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อบุคคลที่ประธาน กมธ.ทั้งคู่ขอให้ตรวจสอบที่น่าสนใจ อาทิ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์หรือเบน สมิธ นักธรุกิจแอฟริกาใต้ สัญชาติกัมพูชา นายฮุนโต หลานชายสมเด็จฯฮุน เซน นายยิม เลียกนักธุรกิจกัมพูชา ประธาน BIC Group นายจง เป่าเจีย ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายทุนจีนสีเทา และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลังรัฐบาลอนุทิน 1อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่