มนุษย์เราเริ่มเข้าความเฒ่าชะแรแก่ชราเมื่ออายุ 60 ปี ถัดจากนั้นไปอีก 40 ปี มนุษย์ที่มีอายุยืนยาวถึง 100 ปี ก็จะเริ่มเคลื่อนไหวช้าลง หูได้ยินไม่ชัด ตามัว จมูกรับกลิ่นได้น้อยลง กินอะไรก็ไม่อร่อย กล้ามเนื้อที่ใช้กลืนอาหารก็อ่อนแรง ทำให้สำลักง่าย หัวใจและปอดรับการออกแรงได้น้อยลง เดินช้า ลุกนั่งลำบาก กล้ามเนื้อหยิบของไม่ถนัด1 กันยายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นประกาศว่าประเทศของตนมีผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไป 107,677 คน เพิ่มขึ้นติดต่อเป็นปีที่ 56 ผู้อายุเกินศตวรรษเหล่านี้ ร้อยละ 90 เป็นผู้หญิงประเทศที่มีผู้สูงอายุมากอย่างญี่ปุ่นมีคนทำงานได้น้อยลง แต่คนที่ต้องดูแลกลับเพิ่มขึ้น ประเทศอย่างนี้จะมีเศรษฐกิจโตยาก รัฐต้องทุ่มกับค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแล และเงินบำนาญมากขึ้นขณะที่คนทำงานจ่ายภาษีมีน้อยลง ลูกหลานบางคนต้องลดเวลาทำงานเพื่อดูแลพ่อแม่ ทำให้รายได้ของครอบครัวน้อยลง รัฐจึงต้องเตรียมทั้งเงิน และผู้ดูแล พร้อมทั้งต้องจัดหาเครื่องจักรมาช่วยในการผลิตสินค้าสิ่งที่พูดกันมากในญี่ปุ่นก็คือความมีอายุยืนกับช่วงเวลาที่ช่วยเหลือตัวเองได้ องค์การอนามัยโลกอธิบายว่าการมีอายุยืนยาวจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีสุขภาพที่ดี และมีสภาพแวดล้อมที่ยังทำให้ใช้ชีวิตได้ความสำเร็จในเรื่องสุขภาพของคนไม่ได้วัดกันเรื่องมีอายุยืนยาวเท่าใด แต่ให้ดูที่คนอายุมากส่วนใหญ่ยังเดินทางไหว ไปพบเพื่อนได้ และช่วยเหลือตัวเองได้ในญี่ปุ่นมีหลายคู่ที่แม่อายุเกิน 100 ปี ลูกอายุเกิน 75 ปี ลูกเองก็เฒ่าชะแรแก่ชรา กระดูกกระเดี้ยวไม่แข็งแรงพอที่จะดูแลตัวเองอยู่แล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปดูแลพ่อแม่ แม่แก่แล้ว เจ็บป่วยก็ต้องพาไปหาหมอ ลูกก็แก่แล้ว เจ็บป่วยก็ต้องไปหาหมอเหมือนกัน ทั้งครอบครัวมีกัน 2 คนแม่ลูก ก็นึกไม่ออกเหมือนกันนะครับว่าชีวิตจะมีคุณภาพได้อย่างไรสังคมญี่ปุ่นพูดกันถึงเรื่องแผนการของชีวิตหลังจากเกษียณ จนอยู่ต่อไปจนถึง 100 ปี ต่างคนต่างพยายามดิ้นรนว่าตัวเองจะเอาค่าใช้จ่ายมาดูแลชีวิตอีกมากกว่า 40 ปีนี้ได้อย่างไร รัฐจะดูแลได้มากน้อยแค่ไหน และตนจะเป็นภาระของครอบครัวอย่างไรขณะนี้ก็เริ่มมีโครงการให้ผู้สูงอายุที่แข็งแรงสามารถทำงานที่เหมาะสมได้ ต้องหางานที่ไม่หนัก และเดินทางได้สะดวก เพื่อให้คนแก่ยังพอมี “อะไร” ทำ และมีรายได้พยุงปากท้องตัวเองความทุ่มเทของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นบางส่วนในขณะนี้ ไปอยู่ที่การทดลองดูแลผู้สูงวัย แต่เทคโนโลยีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดและมีต้นทุนสูง บางทีก็ยังมองกันไม่ออกว่าหุ่นยนต์จะช่วยลดงานดูแลผู้สูงวัยได้จริงเพียงใด และคนแก่ที่มีรายได้น้อยจะสามารถซื้อหุ่นยนต์มาใช้ได้หรือไม่ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย สถานพยาบาลของท้องถิ่นต้องเข้ามามีบทบาทสูง ตั้งแต่จัดรถพยาบาล หาคนดูแล และช่วยให้ผู้สูงวัยอยู่ในสังคมที่คุ้นเคยต่อไปได้2 ปีที่แล้ว ผมไปประชุมที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งประเทศนี้มีความเชื่อถือในเรื่องการรักษาพยาบาลของประเทศไทย ในการพูดคุยกับผู้คนที่นั่น พวกซาอุฯสนใจคนไทยที่มีพื้นฐานทางด้านพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลไปทำงานดูแลผู้สูงวัยในบ้านของตนเอง นี่ก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่รัฐบาลไทยอาจจะหางานให้คนไทยในประเทศที่มีความมั่งคั่งและมีศักยภาพในการจ้างอย่างซาอุดีอาระเบียผมเคยได้รับชวนให้ร่วมเดินทางกับกลุ่มอดีตนักการทูตอาวุโสของญี่ปุ่นไปที่ จ.ลำพูน เพื่อไปดูสถานที่ที่จะทำเป็นหมู่บ้านบริบาลผู้สูงอายุจากญี่ปุ่น เขียนให้เข้าใจง่ายก็คือเป็นหมู่บ้านคนแก่ที่มีผู้ดูแลเรื่องกินอยู่ อาบน้ำแต่งตัว และสุขภาพ อดีตนักการทูตญี่ปุ่นพูดถึงสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจนถึงวาระสุดท้ายผมว่านี่เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่กำลังขยายตัว โดยเฉพาะรับผู้สูงวัยที่มีบำนาญ อย่างเช่น ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศในทวีปยุโรป.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม