ถ้าถามว่าเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ที่ไหนร้ายแรงเป็นอันดับ 1 ของโลก ต้องตอบว่าที่เขมร ไม่ใช่เพราะคนเขมรร้ายกว่า แต่เพราะลักษณะอาชญากรรมรุนแรงกว่า ส่วนอันดับ 2 รองลงมาที่เป็นที่เลื่องลือระบือนามก็คืออูเครนองค์การนิรโทษกรรมสากลรายงานว่า ในกัมพูชามีเครือข่าย สแกมเมอร์ 53 แห่ง มีหลักฐานการทำร้ายด้วยไฟฟ้า ทุบตี กักขัง ฯลฯ สหประชาชาติประเมินว่า เครือข่ายหลอกลวงในเขมรและเอเชียแปซิฟิก เฉพาะ พ.ศ.2568 เพียงปีเดียว ทำให้เหยื่อเสียหายรวมราว 88,300-114,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทยประมาณ 2.9-3.75 ล้านล้านบาท นี่เกือบเท่ากับงบประมาณประเทศไทยเลยนะครับส่วนที่อูเครนซึ่งมีชื่อเสียงเสียหายอันดับ 2 ของโลกรองจากเขมร เพราะมีเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์กลุ่มใหญ่ เมื่อสิงหาคม 2569 ตำรวจและหน่วยความมั่นคงอูเครนปิดคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงทั้งประเทศมากถึง 94 แห่ง จากการตรวจค้นมากกว่า 400 จุด พวกที่ทำการหลอกลวงมีทั้งชาวอูเครนและอิสราเอล ส่วนผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นชาวคาซัคและคนในทวีปยุโรปปลาย พ.ศ.2568 มีการปฏิบัติการร่วมของอูเครนกับเช็ก ลัตเวีย ลิทัวเนีย เพียงเครือข่ายเดียวในกรุงคีฟ เมืองดนีโปร และอีวาโน–ฟรังคีฟสก์ มีผู้เสียหายยืนยันตัวได้มากกว่า 400 คน ความเสียหายเกิน 10 ล้านยูโร หรือประมาณ 400 ล้านบาท เชื่อว่ามีเหยื่ออีกจำนวนมากที่ยังไม่กล้าแจ้งความคอลเซ็นเตอร์ในอูเครนที่ทำงานโดยคนอูเครนและคนอิสราเอล ก็จะอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือข้าราชการ หลอก ว่าเงินในบัญชีถูกแฮ็ก แล้วให้โอนเข้าบัญชีที่ปลอดภัย หลอกให้ลงทุนในหุ้นหรือคริปโต หรือแพลตฟอร์มปลอม หลอกให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์จากระยะไกล พวกนี้จะแบ่งหน้าที่กันทำ มีหัวหน้า คนโทร. คนคุมข้อมูล และคนฟอกเงินเรื่องนี้เกี่ยวกับเซเลนสกียังไง เมื่อ พ.ศ.2566 เซเลนสกีแต่งตั้งนายรุสลัน คราฟเชนโก เป็นผู้ว่าการแคว้นคีฟ ปลาย พ.ศ.2567 ถึงกลาง พ.ศ.2568 เซเลนสกีดึงนายคราฟเชนโกมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากร หลังจากทำงานเข้าขากันดีแล้ว เซเลนสกีก็แต่งตั้งให้เป็นอัยการสูงสุด โดยส่งไปให้รัฐสภาอูเครนเห็นชอบเมื่อ 17 มิถุนายน 2568 และตัวแกเองลงนามเมื่อ 21 มิถุนายน 2568 (ตามพระราชกฤษฎีกาเลขที่ 416/2025 ของอูเครน)หลังจากมีปัญหาเรื่องคอลเซ็นเตอร์รุนแรง ประชาชนและประเทศทางยุโรปทนไม่ไหว ถึงขนาดแอบส่งตำรวจลับและหน่วยปราบทุจริตเข้ามาสืบสวนหาข่าวจนพบว่า มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักงานอัยการสูงสุดคุ้มกบาลขบวนการคอลเซ็นเตอร์และพวกหลอกลวง สายตาของคนอูเครนและของพวกยุโรปมองไปที่นายคราฟเชนโก เด็กของเซเลนสกี7 กันยายน 2569 นายคราฟเชนโกออกแถลงข่าวบอกว่า อ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร และไม่ลาออกอย่างเด็ดขาดราตรีของวันที่ให้สัมภาษณ์สื่อนั้นเอง นายคราฟเชนโกก็ไปพบประธานาธิบดีเซเลนสกีและนายดาวิด อาราคามียา ผู้นำ สส.ฝ่ายค้าน8 กันยายน 2569 นายคราฟเชนโกก็เดินหงอยหอยหิงเป็นลิงป่วย ไปยื่นใบลาออกจากตำแหน่งอัยการสูงสุดแห่งอูเครนการลาออกของนายคราฟเชนโก เหมือนกับเป็นการบอกเป็นนัยว่า อ้า ข้าพเจ้าอัยการสูงสุดอยากให้เรื่องจบ ไม่ต้องการเปิดเผย ผู้เกี่ยวข้องรายอื่น หรือรายละเอียดทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังอ่านเรื่องของนายคราฟเชนโกแล้วผมก็นึกถึงนายเฉิน จื้อ ประธานกลุ่มปรินส์กรุ๊ป ที่ฮุน เซน ถอนสัญชาติเขมรและจับตัวส่งไปเมืองจีนเมื่อมกราคม 2569 ข้อหาหลอกลวงออนไลน์ ฟอกเงิน และบังคับแรงงานมีเรื่องต่างกันนิดหน่อย นายคราฟเชนโกลาออกหลังจากไฟลามเข้าไปสำนักงานอัยการสูงสุดอูเครน ทันทีที่เห็นไฟ แกก็โผล่หน้ามาปฏิเสธว่า อ้า ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้อง แกออกมารับแรงกระแทกเพื่อไม่ให้ไฟลามไปถึงเซเลนสกีแต่เฉิน จื้อ เป็นตัวตัดไฟของฮุน เซน เพราะในตอนนั้นสหรัฐฯและอังกฤษคว่ำบาตรเครือข่ายของปรินส์กรุ๊ปแล้ว สร้างความตระหนกตกใจให้กับฮุน เซน ซึ่งกลัวถึงขนาดตาถลนออกมานอกเบ้าห้อยต่องแต่งที่เหมือนกันคือ ทั้งเขมรและอูเครนเหม็นเน่าจากสแกมเมอร์ทั้งคู่.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม