สถานการณ์โรค“เอชไอวี” ในประเทศไทย พลวัตตัวเลขล่าสุดในปี 2569 ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายระดับชาติ แม้ภาพรวมสถิติทั่วประเทศจะสะท้อนทิศทางที่ดีขึ้นด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงเฉลี่ยราว 12,000 คน เมื่อเทียบกับสถิติย้อนหลังแต่...ทว่าตัวเลข “ผู้ติดเชื้อ” สะสมยังคงสูงกว่า 550,000 รายท่ามกลางเสียงเตือนจากภาคส่วนต่างๆโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น...เยาวชนอายุ 15-24 ปีที่ตัวเลขยังคงน่ากังวลสูงสุด และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คู่ขนานอย่างซิฟิลิสและหนองในที่กำลังลุกลามอย่างต่อเนื่องพลิกแฟ้มภาพรวมสถานการณ์ เมื่อยอดสะสมยังสูง แต่ภาพรวมรายใหม่ขยับลดลง จากข้อมูลเชิงสถิติย้อนหลัง 3 ปี (พ.ศ.2567-2569) พบรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้ปี 2567...มีผู้ติดเชื้อสะสมรวม 565,598 คน แบ่งเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี 1,233 คน, เยาวชนอายุ 15–24 ปี 28,665 คน และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 25 ปี 564,365 คน โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 8,124 คน และยอดเสียชีวิตสะสม 9,067 คนปี 2568...มีผู้ติดเชื้อสะสมรวม 568,565 คน (เด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ประมาณ 1,113 คน, เยาวชนอายุ 15-24 ปี 25,182 คน) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มเยาวชน 1,854 คน และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 15 ปี 8,113 คนปี 2569...ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่ 557,993 คน (เด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี 1,020 คน, เยาวชนอายุ 15-24 ปี 25,120 คน, ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 25 ปี 563,200 คน) โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มเยาวชน 15-24 ปี อยู่ที่ 1,600-1,800 คน และผู้เสียชีวิตคาดการณ์ระหว่าง 8,500-9,067 คนสอดคล้องกับข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า “โรคเอชไอวี” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคอย่าง จังหวัดเชียงใหม่ ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยสูงถึงวันละ 2 คน ยอดสะสมแตะ 23,949 รายขณะที่ “หมอแล็บแพนด้า” ได้เปิดเผยภาพรวมยอดผู้ติดเชื้อปี 2569 โดยชี้ว่า ภาคกลางครองอันดับสูงสุด ตามด้วยภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันตก พร้อมระบุสาเหตุหลักยังคงมาจาก “ความประมาทและขาดการป้องกัน”...ประกอบกับการพุ่งขึ้นของโรค “ซิฟิลิส” และ “หนองใน” ที่มาคู่กันพุ่งเป้าไปที่กลุ่มวัยรุ่นวัยใส เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ เหตุไฉน? ไม่กลัว “โรคเอดส์” ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือเพราะ...วลีที่บอกกันว่า “HIV ไม่ได้น่ากลัว”...“HIV รักษาได้แล้ว”...หรือถึงจะติดเชื้อพลาดพลั้งไปแล้วการกินยาต้านฯอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง สามารถกดปริมาณไวรัสในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำมากจนตรวจไม่พบซึ่ง...ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ปกติ และที่สำคัญคือ “ตรวจไม่เจอ เท่ากับไม่แพร่เชื้อ” คำว่า “โรคเอดส์... ติดเอดส์” เลยไม่น่ากลัวหรือเปล่า?จากสถิติที่ชี้ชัดว่ากลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี คือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่สวนทางกับภาพรวมของประเทศ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่มีรากเหง้ามาจากปัจจัยทางจิตวิทยา พฤติกรรม ศาสนากรอบสังคม และความก้าวหน้าทางการแพทย์...ที่ย้อนกลับมาเป็น “ดาบสองคม” ซึ่งต้องยอมรับหนึ่งในความจริงสำคัญที่ว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์สร้างความเข้าใจผิด “ติดก็รักษาได้ ไม่เห็นตาย”...ในยุคที่การรักษาด้วยยาต้านไวรัสพัฒนาไปไกลจนถึงยุค “ตรวจไม่พบเชื้อเท่ากับไม่แพร่เชื้อ” และมีตัวยาป้องกันก่อนสัมผัสทำให้มุมมองของ “คนรุ่นใหม่” ที่มีต่อ “เอชไอวี” เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความกลัวความตายหมดไป หากย้อนไปยุค’90 เอชไอวีคือ “โรคเรื้อรังที่นำไปสู่ความตาย” แต่สำหรับวัยรุ่นยุคปัจจุบัน เอชไอวีถูกมองว่าเป็นเหมือน “โรคเบาหวานหรือความดัน” ที่กินยาคุมอาการได้ ใช้ชีวิตต่อได้ปกตินี่คือ...ความรับผิดชอบที่ถูกผลักไปที่ยา วัยรุ่นจำนวนมากคิดว่า “เดี๋ยวนี้มี PrEP มี PEP แล้ว ถ้าพลาดก็แค่กินยา” ความกลัวติดเชื้อจึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงมากขึ้นเมื่อเอชไอวีหายไปจากกระแสสังคมต่างจากยุคก่อนที่มีรณรงค์เรื่องเอดส์อย่างดุเดือดผ่านสื่อหลัก เช่น โฆษณาชวนช็อกหรือภาพความสูญเสีย ปัจจุบันเรื่องเอชไอวีจึงดูเหมือนว่ากลายเป็นเรื่อง “ใต้พรม” หรือถูกมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม ทำให้วัยรุ่นยุคนี้เติบโตมาโดยรู้สึกว่าโรคนี้ “ไกลตัว”และ “เอดส์”...ไม่ใช่ภัยคุกคามในชีวิตประจำวันอีกทั้งเรื่องเพศศึกษาแบบไทยๆที่ “เก้อเขินและล้าสมัย”... ระบบการศึกษาและครอบครัวไทยยังคงสอนเรื่องเพศในเชิงห้ามปราม ศีลธรรม หรือชี้นำให้ “รักนวลสงวนตัว” มากกว่าการสอนวิธีปฏิบัติจริง เช่น การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี หรือการเข้าถึงสิทธิ์ตรวจเลือดส่งผลให้เกิดช่องว่าง...ความรู้ที่ใช้จริงไม่ได้ เมื่อวัยรุ่นเผชิญสถานการณ์จริงผสมรวมกับพฤติกรรมและความเปลี่ยนแปลงทางสังคม “วัยรุ่น” ยุคปัจจุบันเข้าถึงการมีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายและรวดเร็วผ่านแอปหาคู่ การเปลี่ยนคู่นอนหรือการมีวันไนต์สแตนด์กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมสมัยใหม่ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการรับเชื้อจากคู่นอนที่หลากหลายโดยไม่รู้สถานะทางเลือดวัยรุ่น...มักมีความเชื่อมั่นในรูปลักษณ์ภายนอกของคู่นอน เช่น ดูสะอาดสะอ้าน แต่งตัวดี หน้าตาดี โดยนำรูปลักษณ์มาตัดสินความปลอดภัยทางสุขภาพ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน ไม่ได้แสดงออกทางภายนอกบทสรุปสั้นๆเข้าใจง่ายๆจึงมีว่า “คนรุ่นใหม่”...ในปัจจุบัน ไม่ได้ “ไม่รักตัวกลัวตาย” แต่พวกเขามี “การรับรู้ความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป” สิ่งที่พวกเขายังมองไม่เห็นคือ ผลกระทบระยะยาว ทั้งในแง่ต้นทุนชีวิต สุขภาพจิต และการตีตราทางสังคมที่ยังคงมีอยู่จริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม