ไทยรัฐออนไลน์” รายงานเมื่อ 12 ส.ค. ว่า คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ประธานสอบกรณี “การทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นปี 2568” ซึ่งมีการเรียกเงิน 350,000–800,000 บาท จนถูก ป.ป.ช. และตำรวจสอบสวนกลาง บุกค้นบ้านพักที่นนทบุรี ได้หลักฐานมากมาย ได้สอบสวนเสร็จแล้ว และทำหนังสือส่งถึง คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีมหาดไทย ระบุว่า “พบช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริตและมีลักษณะที่ส่อไปในทางที่อาจขัดต่อกฎหมายในเกือบทุกขั้นตอน” แปลว่าทุจริตกันอย่างเมามันเลยทีเดียว ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่างที่จะสอบบรรจุไปจนถึงกระบวนการทุจริตสอบบรรจุอย่างครบวงจรถือเป็น Vicious Cycle หรือ “วงจรอุบาทว์แห่งการทุจริต” ที่เกิดขึ้นมายาวนานในประเทศไทย นับตั้งแต่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) รับผิดชอบการสอบบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นในปี 2560 เป็นต้นมาผลการสอบสวนของ รองนายกฯปกรณ์ ระบุว่า กรรมการกลางอนุมัติอัตราว่างเพียง 8,548 อัตรา อันเป็นที่มาของการสอบคัดเลือก แต่มีการบรรจุจริงถึง 15,520 อัตรา โดยกรรมการกลางมีมติให้อำนาจแก่ท้องถิ่น เรียกบรรจุได้เองหากมีอัตราว่าง โดยให้เรียกจากบัญชีที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ โดยไม่ต้องผ่านกรรมการกลางอีก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการปฏิบัติของหน่วยงานทั่วไป ในการควบคุมค่าใช้จ่ายเงินเดือนประโยชน์ตอบแทนอื่นและค่าจ้าง ซึ่งจะมีการบรรจุตามอัตราที่ได้รับอนุมัติเท่านั้นแม้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะทำทีโออาร์ว่าจ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้รับผิดชอบการสอบทั้งหมด แต่ในทางแพ่ง อาญา และปกครอง ก็ไม่ทำให้กรมพ้นจากความรับผิดชอบ อันเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้ผลการสอบพบว่า ผู้รับจ้างดำเนินการรับจ้างช่วงเป็นผู้ตรวจผลการสอบ และ เจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างมีการสั่งให้ผู้รับจ้างช่วง ทำสำเนาข้อมูลผลการสอบเพิ่มเติมอีก 1 ชุด ให้แก่ตน อันเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต การจัดทำและประกาศผลสอบก็พบว่า ผลการตรวจคะแนนสอบของผู้รับจ้างช่วงทันทีภายหลังการสอบภาค ก. และ ข. ไม่ตรงกับผลสอบภาค ก. และ ข. ที่มีการประกาศ ในการรับรองผลการสอบ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไม่ได้พิจารณาในรายละเอียด โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเรื่องลับ ทั้งที่เป็นผู้กำหนดชั้นความลับเอง เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบและต้องรับผิดชอบผลการสอบด้วย คงรับรองเฉพาะจำนวนผู้สอบตามที่ฝ่ายเลขานุการนำเสนอเท่านั้น ถือเป็นความบกพร่องร้ายแรงนอกจากนี้ยังปรากฏจาก digital footprint และการให้ปากคำของผู้เกี่ยวข้องว่า มีการสั่งให้แก้ไขข้อมูลผลการสอบหลายครั้ง อันเป็นพฤติกรรมทุจริตชัดแจ้ง ปราศจากความละอายก่อนหน้านี้ “ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย” ได้สรุปเส้นทางและวิวัฒนาการของเครือข่ายการทุจริตสอบท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2562–2568 ระบุว่า ปี 2562 เป็นจุดเริ่มต้น โดยพบเบาะแสที่จังหวัดชุมพร มีคลิปเสียงต่อรองราคาซื้อขายตำแหน่งผู้บริหารในราคา 300,000–3 ล้านบาท แม้ส่งเรื่องให้หน่วยงานตรวจสอบ แต่เรื่องกลับเงียบหาย ปี 2564 ขบวนการเริ่มจัดตั้งเป็นเครือข่าย มีการจัดอบรม เก็บค่าคอร์ส 3–5 พันบาท เพื่อใช้เป็นช่องทางสแกนหาลูกค้าที่มีกำลังจ่าย แล้วส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจปี 2567 ยกระดับขึ้นไปอีก มีการเปลี่ยนรูปแบบให้แต่ละจังหวัดจัดสอบเอง พบความผิดปกติในการออกข้อสอบและตรวจข้อสอบ มีการตั้งราคาซื้อขายตำแหน่ง 500,000–3 ล้านบาท ถัดมา ปี 2568 มีการล็อกโควตาครั้งใหญ่ล่วงหน้า ตำแหน่งเปิดสอบรวม 6,600 กว่าอัตรา มีข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น จนโควตาล้น มีการแก้ไขกระดาษคำตอบ จนนำไปสู่การบุกจับของ ป.ป.ช. และ CIBผลสอบครั้งนี้แค่ “วงจรท้องถิ่น” วงจรเดียว แต่วงจรอุบาทว์แบบนี้ประเทศไทยมีหลายวงจร ซึ่งเป็น ตัวฉุดประเทศไทยให้จมอยู่ในกับดักความตกต่ำ อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในวันนี้ ถ้าไม่ทลายวงจรเหล่านี้ให้หมดไป ประเทศไทยเจริญยากแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม