เปิดศึกตาต่อตา ฟันต่อฟัน ระหว่างฝ่ายบริหารกับภาคประชาชน “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ปักหลักแลกหมัด ฟ้องกลับไอลอว์ ตอบโต้กรณีถูกเปิดโปงเป็น 1 ใน 9 พลพรรคสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย ที่มีส่วนร่วมทำผิดคดีฮั้วเลือก สว.ไม่แคร์ทัวร์ลง ถูกมองฟ้องปิดปาก จ้องสกัดการตรวจสอบความโปร่งใสเลือก สว.เหยียบคันเร่งฟ้องกลับเต็มที่ อ้างเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้เสียหายในการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง ไม่สนคำร้องขอ ผอ.ไอลอว์ ให้ทบทวนการฟ้องหมิ่นประมาทกรรมเก่าคดีฮั้ว สว.ตามหายใจรดต้นคอรัฐบาล ฝ่ายค้านจับมือภาคประชาชนเปิดโปงหลักฐานมัดเครือข่ายสีน้ำเงิน เชื่อมโยงกระบวนการล็อกแต้มเปิดแคมเปญขุดหลักฐานเก่านำมารีรันใหม่ แยกแถลงเป็นตอนๆตอกย้ำกันรายสัปดาห์ใช้สงครามข้อมูลข่าวสารทำลายความชอบธรรม บั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาลอย่างต่อเนื่องได้ทั้งปลุกอารมณ์ร่วมประชาชน และกดดันการทำงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขีดเส้นจะสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว.ในสิ้นเดือน ส.ค.นี้ บีบให้ต้องส่งสำนวนฟ้องศาล ห้ามเป่าคดีช่วยเหลือกันประเด็นฮั้ว สว.ถูกยกระดับจากแง่ข้อกฎหมาย ไปสู่การปั่นกระแสสังคมให้กระทบเสถียรภาพรัฐบาล ปลุกวาทกรรมดุดัน “กินรวบประเทศ” เร้าอารมณ์อ่อนไหวให้กระทบความรู้สึกแรงๆ เร่งปฏิกิริยามวลชนให้ออกมาร่วมเคลื่อนไหว ยิ่งรัฐบาลออกลูกขู่ฟ้องร้องภาคประชาชนก็ยิ่งเสี่ยงปลุกอารมณ์สังคมลุกโชนหนักขึ้นอย่างที่รุ่นใหญ่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความกังวล เริ่มมีสัญญาณข่มขู่ และขัดขวางกลุ่มคนที่ตรวจสอบโพยฮั้ว สว.ในเชิงลึกเตรียมส่งทีม สส.ประชาธิปัตย์ไปร่วมเกาะติดคดีดังกล่าวกับพรรคประชาชน ประกาศปกป้องฝ่ายที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ถอยให้กับขบวนการข่มขู่คุกคามค่ายฟ้าชิงจังหวะเกาะขบวนคดีฮั้ว สว. แสดงตัวอยู่เคียงข้างภาคประชาชน เปิดหน้าเป็นแนวร่วมค่ายส้ม ขอร่วมเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ผนึกกำลังให้การตรวจสอบทวีความเข้มข้นมากขึ้นพรรคประชาชน–พรรคประชาธิปัตย์ และภาคประชาชน จับมือปลุกพลังร่วมนอกสภาสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องควบคุมแรงกระเพื่อมคดีฮั้ว สว.ให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ไปเพิ่มอาการควันออกหู เหมือนกรณีตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนจนถูกยัดเยียดเป็นคนรวย จุดอารมณ์หัวร้อนคนไทยหลายล้านคนที่หลุดสิทธิบัตรคนจน จากหลักเกณฑ์คุณสมบัติใหม่ที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตจริงต้องนำบทเรียนกรณีบัตรคนจนมาเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ให้คดีฮั้ว สว.ตกที่นั่งเดียวกัน ทำคนไทยสิ้นหวังทั้งเรื่องปากท้อง และกระบวนการยุติธรรมตามสภาพบอบช้ำของ “นายกฯหนู” ที่คอยรองรับพายุอารมณ์ประชาชน ต้องเร่งลดอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไม่ขยายจุดความร้อนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเรื่องที่กำลังไต่ระดับความรุนแรง คือ กรณีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น มหกรรมโคตรโกงที่มีผู้กระทำความผิดร่วม 6,000 คน ฟาดผลประโยชน์หลักพันล้านบาทมาหลายปีมีตัวละครร่วมโกงเป็นขบวนการ ตั้งแต่หัวแถวยันหางแถว ทั้งกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ต่างฝ่ายต่างโยนความผิดการแก้ผลสอบให้เป็นความรับผิดชอบของอีกฝ่ายยังไม่รู้จะล้างบางไปถึงบิ๊กข้าราชการ และบิ๊กเนมฝ่ายการเมืองที่ชักใยอยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ข้อมูลคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ระบุผลการไต่สวน พบผู้ทุจริตคะแนนสอบท้องถิ่น 5,960 คน ย้อนแย้งกับข้อมูลฝั่งกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ระบุว่า มี 5,928 คนตัวเลขกระทรวงมหาดไทยสวนทางข้อมูล ป.ป.ช.ยิ่งเพิ่มความเคลือบแคลง มีการตัดตอน เป่าคดีไม่ให้สาวถึงผู้บงการใหญ่ตัวจริงหรือไม่ปลายทางคดีจะจับได้ปลาตัวเบ้อเริ่ม หรือติดแหแค่ปลาซิว ปลาสร้อย เฉพาะเจ้าหน้าที่หน้างาน ต้องลุ้นอีกพักใหญ่ ตามคิวที่ ป.ป.ช.แจ้งไทม์ไลน์คดีโกงสอบท้องถิ่น ใช้เวลาเร็วสุด 10 เดือน จากกรอบเวลาเต็ม 2 ปียังมีเวลาให้รอมชอม เจรจาเกลี่ยดุลอำนาจให้ลงตัวระหว่างทุกฝ่ายแต่ที่น่าห่วง คือ สถานการณ์เฉพาะหน้ารัฐบาล “นายกฯหนู” ที่เผชิญจุดความร้อนรายล้อม ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ คดีฮั้ว สว. กรณีโครงการ TH-AI Passport เกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐวิกฤติล้อมกรอบทุกมิติ ทั้งเรื่องปากท้อง การทุจริต และกระบวนการยุติธรรม ความเชื่อมั่นรัฐบาลเข้าขั้นเปราะบาง เสถียรภาพรัฐบาลเสี่ยงพังได้ทุกเวลาต้องลุ้นตัวโก่ง ห้วงเวลา 10 เดือน รัฐบาลหรือสรุปผลสอบโกงท้องถิ่นอะไรจะจบเกมก่อนกัน!!!ทีมข่าวการเมือง รายงานคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม