ดีเอสไอคุมตัว “มัลลิกา” บอสบริษัทคิวอาร์เอส ตุ๋นเทรดฟอเร็กซ์ ส่งศาลอาญารัชดาฯฝากขัง แฉพฤติการณ์แสบปลอมกราฟ หน่วงออเดอร์ ทุบนักลงทุนเสียหายเจ๊งยับ แถมตั้งเงื่อนไขโหดบล็อกถอนเงิน ใช้ระบบแชร์ลูกโซ่บีบให้เป็นคนต่อไอบี ล่อเหยื่อรายใหม่เข้ามาถูกเชือด เจ้าตัวยืนยันปฏิเสธทุกข้อหา ขอชี้แจงเป็นเอกสารแก้ต่างในภายหลัง “อนุทิน” โอ่ไปเซี่ยงไฮ้ดึงนักลงทุนเอไอ ปูทางไทยเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ อวยจีนมหามิตรหนุนไทยทุกเรื่อง “โสภณ” โวผลงานไร้สภาฯล่ม ไม่มีนับองค์ประชุม 1 สมัยประชุมผ่านกฎหมาย 14 ฉบับมากสุดในรอบ 10 ปี ปัดยื้อเวลาส่งศาลฎีกาไต่สวน ป.ป.ช.ปล่อยผีคดี “ศักดิ์สยาม” เพิ่งลงนามตั้งกรรมการดูการใช้ดุลพินิจประธานสภาฯ แบบไม่มีกรอบเวลา ของขึ้นสื่อจี้ถามเตะถ่วงฟอกขาวช่วย “เสี่ยโอ๋”เจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นำตัว น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผู้ต้องหาคดีหลอกลงทุนเทรดเงินตราต่างประเทศ ฟอเร็กซ์ เพื่อไปฝากขังศาลอาญารัชดาภิเษก เจ้าตัวยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จะขอนำเอกสารชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในภายหลัง ดีเอสไอคุมตัว “มัลลิกา” ส่งฝากขังเมื่อเวลา 10.35 น.วันที่ 16 ก.ค.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ร่วมกันนำตัว น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (บริษัทผู้ดำเนินการ QRS Global ในไทย) ผู้ต้องหาในคดีหลอกลงทุนเทรดเงินตราต่างประเทศ ฟอเร็กซ์ เพื่อไปฝากขังศาลอาญารัชดาภิเษก ภายหลังสอบสวนปากคำเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 15 ก.ค.เบื้องต้น น.ส.มัลลิกายังคงยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และจะขอนำเอกสารชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในภายหลังก้มหน้าไม่ตอบปลอมกราฟนักลงทุนเจ๊งผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเจ้าหน้าที่คุมตัว น.ส.มัลลิกาลงจากอาคาร ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นอย่างไร กังวลใจในคดีหรือไม่ มีอะไรอยากชี้แจงหรือไม่ เนื่องด้วยในรายงานการสืบสวนของดีเอสไอพบว่าบริษัท QRS มีการควบคุมหรือหน่วงเวลาการส่งคำสั่งซื้อขาย ควบคุมกราฟและราคา หรือปลอมแปลงกราฟภายในแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ให้ไม่สอดคล้องกับราคาตลาดโลก ส่งผลให้ผู้ลงทุนเสียหายและสูญเสียเงินลงทุน ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ปรากฏว่า น.ส.มัลลิกาได้แต่เดินก้มหน้า ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามย้ำว่าคดีที่เกิดขึ้นยังมีกลุ่มผู้ที่เชื่อมั่นในบริษัท QRS ที่เป็นโบรกเกอร์ ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมบริษัท QRS เป็นโบรกเกอร์เพียงเจ้าเดียวที่ถูกดำเนินคดี มีความคิดเห็นอย่างไรหรือไม่ น.ส.มัลลิกาไม่ได้ตอบคำถามเช่นเดียวกัน ก่อนเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะขอยุติการสัมภาษณ์ของสื่อมวลชน ควบคุมตัว ผู้ต้องหาขึ้นรถตู้กรมสอบสวนคดีพิเศษขับออกจากพื้นที่อาคาร นำตัวไปยื่นฝากขังต่อศาลอาญารัชดาภิเษกเปลี่ยนชุดใหม่หอบถุงยาใส่แมสก์ขึ้นรถตู้ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการควบคุมตัว น.ส.มัลลิกาขึ้นรถตู้ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ถือถุงกระดาษ สำหรับใส่ยารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลพระราม 9 ขณะที่ น.ส.มัลลิกาเปลี่ยนเสื้อจากวันที่ถูกจับกุม มาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวมีลาย สวมหน้ากากอนามัยสีส้มและสวมแว่นสายตา ส่วนเสื้อผ้าชุดที่ใส่มาในวันที่ถูกจับกุมถูกใช้บดบังบริเวณข้อมือที่ถูกสวมใส่กุญแจข้อมือควบคุมตัวไว้ เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถตู้ น.ส.มัลลิกาได้เบี่ยงหน้ามองไปทางหน้าต่างด้านขวาของตนเองแฉหน่วงออเดอร์ บล็อกถอนเงินมีรายงานจากดีเอสไอระบุว่า น.ส.มัลลิกา มากสลุด เป็นเจ้าของโบรกเกอร์ QRS จดทะเบียนในต่างประเทศ แต่นำมาใช้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย มีพฤติการณ์ชักชวนประชาชนร่วมลงทุนผ่านการโฆษณาหลากหลายรูปแบบ เช่น กล่าวอ้างว่าได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานต่างประเทศ รับประกันผลตอบแทนหรือกำไร เสนอผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 20-30 ภายใน 7 วัน ชักชวนผู้ลงทุนเข้ากลุ่มปิดเพื่อรับสัญญาณการซื้อขาย (Signal Trade) นอกจากนี้ยังควบคุมหรือหน่วงเวลาการส่งคำสั่งซื้อขาย ควบคุมกราฟและราคา หรือปลอมแปลงกราฟภายในแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ให้ไม่สอดคล้องกับราคาตลาดโลก ส่งผลให้ผู้ลงทุนเสียหายและสูญเสียเงินลงทุน เมื่อผู้ลงทุนประสงค์ถอนเงิน มักถูกกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ให้ชำระภาษี ค่าธรรมเนียมการถอนเงินล่วงหน้า หรืออ้างเหตุขัดข้องของระบบ เพื่อไม่ให้สามารถถอนเงินได้ พฤติการณ์ดังกล่าวยังใช้รูปแบบการตลาดแบบเครือข่าย เมื่อผู้ลงทุนเริ่มเสียหาย จะถูกชักชวนให้สมัครเป็นผู้แนะนำโบรกเกอร์ (Introducing Broker: IB) เพื่อไปชักชวนผู้ลงทุนรายใหม่เข้าสู่ระบบ แลกกับค่าตอบแทนทั้งในรูปเงินเดือนและค่านายหน้าจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายของผู้ลงทุนที่ตนแนะนำในอัตราร้อยละ 10-50 โดยไม่คำนึงว่าผู้ลงทุนจะได้รับกำไรหรือขาดทุน “อนุทิน” ถกนักธุรกิจอียูเร่งดัน FTAเมื่อเวลา 09.30 น.ที่ตึกสันติไมตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.หมาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (European Association for Business and Commerce : EABC) ที่นำคณะผู้แทนกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรปเข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย จากนั้นเวลา 10.00 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า เป็นนักธุรกิจอียูเขามายืนยันความมั่นใจต่อประเทศไทย และชื่นชมในสิ่งที่ประเทศไทยตอบสนองและรับฟังความคิดเห็น การพูดคุยในวันนี้ต่อเนื่องจากการหารือกันหลายครั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรามีการเตรียมความพร้อมการรองรับการลงทุน การท่องเที่ยว หรือการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าของเขา ขอให้เขาช่วยสนับสนุนโค้งสุดท้ายการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ตอนนี้อยู่ในช่วงสุดท้ายแล้ว ต้องปิดดีลให้ได้ภายในสิ้นปี 69 เร่งสร้างความร่วมมือ ช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่ช้าต่างฝ่ายต่างต้องไปหาทางออกในข้อแตกต่างบางข้อที่ห่างกันมาก แต่เพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายถ้าเราจบดีลนี้ได้ มูลค่าการค้าของกันและกันจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จะส่งสินค้าไทยไปสนับสนุนการผลิตของยุโรปได้โดยไม่มีกำแพงภาษีมาขวางกั้น ตอนนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องวัตถุดิบ และเรื่องเกษตรที่เราต้องบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นเดินหน้าเต็มที่เป็นสมาชิก OECDเมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยขอให้เขาช่วยผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อันนี้พูดทุกวงไม่ว่าจะไปประเทศไหนมีผู้นำมาเยือน หรือว่าเราไปเยือนต่างประเทศ ทั้งเอเชียและยุโรป ผู้นำทุกประเทศก็ให้คำยืนยันว่าจะสนับสนุนให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกของ OECD ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะถ้าเราเข้าเป็นภาคีได้ ก็จะเป็นการต่อยอดไปสู่การพลัส เช่น พลัส FTA พลัส Thailand FastPass เมื่อถามว่าจะเข้าร่วมได้ภายในปี 2571 ตามที่ตั้งเป้าไว้ได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราต้องทำอย่างเต็มที่ทุกอย่างจะได้ตามเป้าหรือไม่เราไม่ใช่เป็นคนพิจารณา แต่เราก็ใส่ชุดข้อมูลเอกสาร และการดำเนินการต่างๆเข้าไปให้มากที่สุดบอกดูดีขึ้น ครม.ปรับปรุงพีอาร์นายอนุทินกล่าวถึงกรณีให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับการสื่อสาร ครบ 1 สัปดาห์คืบหน้าอย่างไรบ้างว่า ต้องให้ผู้สื่อข่าวประเมิน ตนว่าดูดีนะ เราจะตอบเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ เรื่องที่เป็นสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในประเทศ เมื่อถามว่ามีรัฐมนตรีหลายคนออกมาแอ็กชัน เข้าตานายกฯหรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบ หัวเราะหึๆในลำคอ เมื่อถามว่าทีมโฆษกรัฐบาลและทีมโฆษกกระทรวงต่างๆทำงานเข้าตาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ต้องทำงานกันเป็นทีม เอาผลงานเข้ามาเผยแพร่กับประชาชน อะไรที่ไม่ใช่ผลงาน อะไรที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ไม่ต้องเอาออกมาแจงบินไปเซี่ยงไฮ้ดึงนักลงทุนเอไอนายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค.ว่า การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ไปร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ และไปเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่นครเฉิงตู โอกาสนี้รัฐบาลจีนได้ขอให้ไปเยือนนครปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยจะได้หารือทวิภาคีกับนายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะได้พบกันอีกในหลายเวที ทั้งการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และเอเปก (APEC) เรื่องเอไอเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและดูว่าจะให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างไรบ้าง งานที่จะไปครั้งนี้เป็นงานใหญ่มีการกล่าวสุนทรพจน์และพบปะผู้ประกอบการด้านเอไอรายใหญ่ และทำสินค้าประเภทเทคโนโลยีดูว่าเขาจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานอะไรสำหรับเขาได้บ้าง เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นฐานการผลิตได้หรือไม่อวยจีนมหามิตรหนุนไทยทุกเรื่องนายอนุทินกล่าวอีกว่า โอกาสนี้นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะให้ตนและคณะเข้าไปหารือที่นครเซี่ยงไฮ้ด้วยในวันที่ 17 ก.ค. เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปสรุปสิ่งที่ได้หารือตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ เยือน เขาก็ซื้อข้าวเรา เราจะไปขอให้เขาสนับสนุนเรา ทั้งมิติการค้า การลงทุน มิติความมั่นคง การปราบปรามผู้กระทำผิดทางกฎหมาย เมื่อถามว่าขอให้ยกตัวอย่างความร่วมมือด้านความมั่นคง เรื่องการกระทำผิดกฎหมายที่จะแก้ไข นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องความมั่นคงต้องไม่ยกตัวอย่าง ต้องพูดกันเป็นระดับทวิภาคี เมื่อถามย้ำว่าจะเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมบ้าง นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างคืบหน้ามาโดยตลอด ประเทศจีนเป็นมหามิตรที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยทุกครั้ง ไม่ว่าจะร้องขอหรือไม่ร้องขอ เราต้องพูดหลายเรื่องที่เป็นทั้งความอ่อนไหว ความมั่นคง เรื่องการปราบปรามทุจริตอาชญากรรมผิดกฎหมาย และเรื่องการค้าด้วยกางคิวหารือทั้ง“สี จิ้นผิง–หลี่เฉียง”ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทินมีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกฯสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง เวลา 17.00 น.วันที่ 16 ก.ค. ในวันที่ 17 ก.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ และเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 18 ก.ค.จะเดินทางไปยังนครเฉิงตู เพื่อเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จากนั้นวันที่ 19 ก.ค.เดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อพบปะหารือกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนในวันที่ 20 ก.ค. และหารือเต็มคณะกับนายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยเยี่ยมกองทัพไทยบูรณามั่นคงชายแดนต่อมาเวลา 11.30 น.ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถนนแจ้งวัฒนะ นายอนุทิน พร้อม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นำคณะตรวจเยี่ยมกองทัพไทย มี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. ผู้บัญชาการเหล่าทัพและ ผบ.ตร.ต้อนรับ นายอนุทินได้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ลงนามสมุดตรวจเยี่ยม รับฟังการบรรยายสรุปบทบาทหน้าที่และการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทัพไทย นายอนุทินได้รับมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์ จาก ผบ.ทสส. พร้อมกล่าวขอบคุณกองทัพไทย ผู้บังคับบัญชา กำลังพลและเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ได้ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละวิริยอุตสาหะ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นบูรณาการการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) เป็นแกนหลักประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป ด้าน พล.อ.อุกฤษฎ์กล่าวขอบคุณนายกฯที่มาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย ยืนยันความพร้อมกองทัพไทยในการปกป้องรักษาเอกราช อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ จะมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติงานสุดความสามารถ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชนสืบไปเนื้อเดียวกับกองทัพไม่ต้องวิ่งเข้าหาจากนั้นเวลา 13.40 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพหารือถึงแผนป้องกันประเทศ อธิปไตย แผนของกองทัพที่เป็นกลไกให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน เราทำงานด้วยกันมาตลอด ขอให้ประชาชนวางใจและไว้ใจในความสามารถ ศักยภาพและแสนยานุภาพของกองทัพไทย เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตนายกฯเสริมความแข็งแกร่ง เข้าหาใกล้ชิดกองทัพมากขึ้นกว่าเดิม นายอนุทินตอบว่า รัฐบาลกับกองทัพเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว กองทัพคือส่วนหนึ่งของรัฐบาล ไม่มีการขยับเข้าขยับออก ได้หารือกันหลายเรื่องเพราะต้องไปพบกับประธานาธิบดีจีนและนายกฯจีน จึงถามกองทัพว่ามีประเด็นใดอยากฝากไปหารือหรือไม่ สัปดาห์หน้า รมว.กลาโหมจีนจะมาเยือนไทย เรื่องที่พูดคุยจะต่อเนื่องกัน เมื่อถามว่าจะเปิดอกพูดคุยกับผู้นำจีน คุยเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศจีนเป็นมหามิตร สนับสนุนเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมาตลอดเวลาอยู่แล้ว หากจีนอยากเป็นตัวกลางพูดคุยระหว่างไทยกับกัมพูชาเราไม่ปิดกั้น สารปนเปื้อนในแม่น้ำกกก็ต้องคุยกัน ต้องคุยกับเมียนมาด้วย ต้นเดือน ส.ค.ผู้นำเมียนมาจะมาเยือนไทยนายกฯรับเสด็จ “เจ้าหญิงแอนน์”เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เฝ้ารับเสด็จเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร และ พล.ร.ท.เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือน ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15-18 ก.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯเปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชน การส่งเสริมการศึกษาและการมีส่วนร่วมของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ (STEM) นายอนุทินระบุการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยครั้งนี้มีความหมายต่อชาวไทยอย่างมาก ได้เสด็จฯไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวางพวงมาลาสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และมีกำหนดการเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งสองประเทศ“โสภณ” โอ่ผลงานไร้ปัญหาสภาฯล่มเมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงานสภาฯ 122 วัน พลิกโฉมสภาฯแก้ปัญหาของประชาชนว่า สมัยประชุมที่ผ่านมางานนิติบัญญัติเป็นที่พึ่งการแก้ปัญหาประชาชน ผ่านร่างกฎหมาย 14 ฉบับมากที่สุดในรอบ 10 ปี การวิจารณ์สภาฯไม่มีผลงานถือว่าอคติ ยังมีรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ด้วยวาจามากที่สุด 33 กระทู้ ข้อบังคับให้มอบหมายบุคคลอื่นได้ สภาฯชุดที่ 27 ไม่มีสภาล่ม ไม่มีการนับองค์ประชุมหรือวอล์กเอาต์เหมือนยุคก่อน การทักท้วงการไม่อนุญาตให้ฉายวิดีโอหรือนำเสนอภาพระหว่างอภิปราย การเซ็นเซอร์มีทุกยุค มีกรรมการพิจารณา ไม่ใช่เรื่องใหม่เกิดมานานแล้ว แต่ที่มีปัญหาเพราะไม่ยอมรับสิ่งที่กระทบสิทธิบุคคลอื่น ทำให้กรรมการไม่อนุญาต ขณะที่ข้อวิจารณ์การทำ กิจกรรมนอกหน้าที่ เช่น ให้เคารพธงชาติ เต้นแอโรบิก ปฏิบัติธรรมสวดมนต์ เป็นแนวทางพัฒนาบุคคลที่ตรงปก หากยืนเคารพธงชาติ 1 นาทีไม่ได้ ไม่เชื่อว่ารักชาติจริง หรือโครงการแก้ปัญหายาเสพติด แม้ไม่ใช่ภารกิจประธานสภาฯแต่สภาฯต้องทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชน วันที่ 3 ส.ค.จะทำเวิร์กช็อปการศึกษา ทุกการตัดสินใจของสภาฯมีผลกับประชาชน อยากให้ สส.พึงสังวรซ่อมรัฐสภาแทรกแซงไม่ได้ไปตาม ก.ม.นายโสภณกล่าวว่า ในอนาคตอยากเห็นฝ่ายนิติบัญญัติเร่งแก้ปัญหา โดยใช้กระบวนการนิติบัญญัติ กฎหมายใดเป็นอุปสรรคต่อประเทศต้องเร่งแก้ไข กฎหมายใดส่งเสริมการลงทุนต้องบรรจุโดยเร็ว ใช้เวลาสภาฯให้คุ้มค่า ถือเป็นภารกิจหลัก ส่วนภารกิจรองคือ ทำให้สภาฯเป็นหน้าตาของประเทศ สัปปายะสภาสถานต้องเป็นหน้าตา เป็นแลนด์มาร์กใหม่ ให้สภาฯเป็นแหล่งท่องเที่ยว ศึกษาดูงาน บ่มเพาะประชาธิปไตย อย่าติดอยู่กับอดีต เมื่อถามว่าการประกันงานก่อสร้างอาคารรัฐสภา ที่หมดสัญญาไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่พบความชำรุด แต่ไม่ได้ถูกเสนอให้ผู้รับเหมาแก้ไขก่อนหมดสัญญา นายโสภณตอบว่า เมื่อ 2 เดือนก่อน ให้เร่งแจ้งผู้รับจ้างให้ดำเนินการแก้ไข มีการเร่งรัดไปแล้ว แต่รายละเอียดเป็นอย่างไร ไปแทรกแซงไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายตั้งคณะ กก.คดี “ศักดิ์สยาม” ปัดยื้อต่อมานายโสภณให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีฝ่ายค้านทวงถามความคืบหน้าเรื่องจะส่งคำร้องที่ฝ่ายค้านร้อง ป.ป.ช.กรณีคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ต่อไปยังศาลฎีกาเมื่อไหร่ว่า ช่วงวันที่ตนเริ่มดูรายละเอียดต่างๆ ได้คำตอบคือกฎหมายให้ตนใช้ดุลพินิจก็ไปดู ในอดีตที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสภาฯหลายเคส หลายประธานไม่เอ่ยชื่อท่าน ใช้วิธีตั้งคณะกรรมการ ทุกท่านใช้วิธีตั้งคณะกรรมการหมด ถ้าจะให้ตนใช้ดุลพินิจยอมรับว่าความรอบคอบ ความรอบรู้กฎหมายอะไรต่างๆมันไม่พอเหมือนกับท่านอื่น จึงใช้วิธีตั้งคณะกรรมการ ในสัปดาห์ช่วงก่อนปิดสมัยประชุมทาบทาม เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ได้ลงนามตั้งคณะกรรมการในเรื่องนี้เป็นคนนอก และคนในนี้แค่ 2 ท่านที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการชุดนี้จะให้ความเห็นตนจะดำเนินการต่อไปอย่างไร คือคำตอบตรงไปตรงมา ไม่ได้ยื้อเวลาเลย ไม่มีเหตุผลที่ต้องยื้อ แต่เหตุผลคำว่าใช้ดุลพินิจ จะใช้อย่างไรไปดูอดีตที่ผ่านมาว่าทำอย่างไรพลิ้วไร้กรอบเวลา ของขึ้นถูกจี้ฟอกขาวเมื่อถามว่าการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มีการกำหนดกรอบเวลาตรวจสอบไหมว่าเท่าไหร่ นายโสภณตอบว่า “ไม่ได้กำหนดไว้ ตามสมควร เขาทำเร็วก็เร็วนะครับ” เรียนว่าถ้ากระบวนการแนวคิดบางเรื่องมันเป็นตามกลไกกฎหมาย ฉะนั้นกลไกกฎหมาย ความเห็นมันต่างกันได้ แต่ต้องหาข้อสรุปโดยหลักกฎหมายคือตัวบทกฎหมายที่จะนำมาพิจารณา คณะกรรมการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ท่านไม่เอาเกียรติยศของท่านมาทำเล่น เมื่อถามอีกว่ากระบวนการอาจจะมีคนตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นการฟอกขาว ท้ายที่สุดหากไม่ส่งเรื่องไปถึงศาลฎีกา นายโสภณตอบด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ว่า ตนจะไปรู้ได้อย่างไรว่าคณะกรรมการ เขาจะใช้เวลาเท่าไหร่ แล้วจะมาบอกว่าฟอกขาว ก็อย่างที่บอกว่าเป็นไปตามข้อกฎหมาย “ส่วนคนจะฟอกขาวหรือไม่ ก็ดูที่เขาจะตัดสินอย่างไร ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ที่ทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือ “ถ้า” นั่นแหละ ถ้าเป็นแบบนี้มันถึงทะเลาะกัน เชิญครับ เรื่องนี้ผ่านเชิญเรื่องอื่น” นายโสภณกล่าวโต้ทำหน้าที่เป็นกลางที่สุดแล้วเมื่อถามย้ำว่ามีการสอบถามเรื่องการทำหน้าที่ของประธานกับฝ่ายค้าน เรื่องความเป็นกลางในการทำหน้าที่ นายโสภณตอบว่า ความเป็นกลางตนเป็นกลางที่สุดแล้ว เพราะว่าฝ่ายรัฐบาลเขากล่าวหาว่า ตนมาเป็นกลาง คุณดูการประท้วงไหม ความไม่เป็น กลางมากล่าวหาลอยๆ ใครก็พูดได้ ถ้าจะตัดสินเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องสร้างศัตรูอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายค้านยังเคยชมเลยเวลาวินิจฉัยถูกใจ ไปเปิดคลิปดูได้ว่าตนบอกไม่ต้องชม คือถ้าวินิจฉัยถูกใจก็ว่าตนดี ชอบ ชม ฉะนั้นจึงเลือกวิธีใช้ข้อบังคบเป็นหลัก เมื่อประธานวินิจฉัยแล้วต้องจบ อยู่สภาฯตั้งแต่ปี 2544 เรื่องในสภาฯจบแล้วคือจบในห้องประชุม แต่หลังๆมานี้ไปจบที่การแถลงข่าว ก็แล้วแต่ขอยึดข้อบังคับ คนชอบบอกว่าตนเป็นกลาง คนไม่ชอบทำอย่างไรก็บอกว่าไม่เป็นกลาง จึงไม่จำเป็นต้องบอกว่าเป็นกลางแล้วหรือไม่เป็นกลาง แต่ยึดข้อบังคับ“ไอซ์” ฉุน “ไชยชนก” เบี้ยว กมธ.รอบ 3ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบฯ สภาฯ มี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่ล็อกสเปก เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และปลัดดีอีมาให้ข้อมูล แต่ปรากฏว่านายไชยชนกแจ้งติดภารกิจไม่สามารถมาให้ข้อมูลต่อ กมธ.ได้ น.ส.รักชนก ให้สัมภาษณ์ว่าได้รับแจ้งว่า รมว.ดีอี ติดภารกิจต่างประเทศ ไม่สามารถมาชี้แจงได้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก รมว.ดีอีมาชี้แจง โครงการนี้ แม้ฉากหน้าอาจดูดีสมเหตุผล เป็นการดีให้ประชาชนได้ใช้เอไอฟรี แต่สิ่งที่ต้องโฟกัสคือการล็อกสเปกโครงการให้บริษัทก่อนเขียนทีโออาร์เสร็จ กมธ.มีเป้าหมายคือการให้ยกเลิกโครงการ ยิ่งมีการเลื่อนลงทะเบียนโครงการดังกล่าว สะท้อนว่าอาจถูกออกแบบมาโดยขาดความรอบคอบตั้งแต่แรก ตั้งใจทำให้ไม่คุ้มค่า ไม่โปร่งใสตั้งแต่แรกหรือไม่ หากไม่เป็นข่าวจะปล่อยเลยตามเลย กินอิ่มนอนหลับ กอบโกยกันฉ่ำเลยหรือไม่ปชป.สวนผลงาน ภท.ตีตราบาปสังคมนายพศิน ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี พาดพิงพรรคด้วยวาทกรรม “ดีแต่พูด” ว่า พรรคปชป.ยังคงยึดมั่นพุทธสุภาษิตที่ว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา-ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” คำสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีพรรคที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ตายไปคือความไม่จริง ไม่คิดว่าคำสบประมาทเหล่านี้จะกลับมาอีกครั้งจากปากศิษย์เก่าของพรรค ด้วยบทบาทหัวโขนใหม่ของความเป็นลูกเทพที่สาดโคลนพรรคเก่า การใช้วาทกรรมผลิตซ้ำ “ดีแต่พูด” มองด้วยใจที่เป็นธรรมหลายนโยบายยังใช้เป็นรากฐานของประเทศในปัจจุบัน ล้วนมาจากพรรค ปชป. ทางกลับกันสโลแกน “พูดแล้วทำ” แต่ทำแล้วล้มเหลวผิดพลาดต่างหากที่น่าอนาถใจ จนสังคมต้องตามล้างตามเช็ดกับนโยบายจากคำพูดพล่อยๆหลายเรื่อง โดยเฉพาะตราบาปกัญชาเสรี กับคำพูดในอดีตทำนองว่า “พี่น้องนำมาพี้สูบกันเองก็ยังได้ครับ” กลายเป็นตราบาปที่กลุ่มการเมืองไม่กล้าพูดถึงในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ลูกเทพหรือลูกใคร สิ่งที่สังคมควรใช้ตัดสิน ไม่ใช่ชาติกำเนิด หรือความสัมพันธ์ แต่คือผลงาน วิธีการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่