ยุทธศาสตร์เดิมของสหรัฐฯและอิสราเอลคือการรวบรวมชาติอาหรับมาอยู่ร่วมกันโดยมีข้ออ้างว่า เพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากอิหร่าน ยุทธศาสตร์นี้เริ่มก่อตัวเมื่อ ค.ศ.1979 จุดเปลี่ยนที่ทำให้ยุทธศาสตร์นี้ของอิสราเอลประสบความสำเร็จคือการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน และการปฏิบัติการจิตวิทยาของสหรัฐฯและอิสราเอล ที่มุ่งขยายข่าวว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามสำคัญค.ศ.1979-1991 อิสราเอลและประเทศอาหรับหลายแห่ง แม้ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต แต่เพราะมุ่งที่จะสกัดอิทธิพลของอิหร่านทำให้มีความร่วมมือกันอย่างลับ หลังจากการประชุมมาดริด และสนธิสัญญาสันติภาพกับจอร์แดนใน ค.ศ.1994 อิสราเอลเริ่มขยายการติดต่อกับรัฐอาหรับบางประเทศสหรัฐฯดึงชาติอาหรับอย่างเช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัฐอ่าวอื่นๆให้มาร่วมมือด้านข่าวกรองและความมั่นคงกับอิสราเอลระยะแรกพวกรัฐอาหรับก็ยังเหนียมอายที่จะเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าตัวเองนั้นทำงานร่วมกับอิสราเอล แต่แล้วสหรัฐฯก็กดดันให้ทุกประเทศเปิดเผยตัวตน โดย ค.ศ.2017 เป็นปีที่มีการประกาศความร่วมมือระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับค.ศ.2018 นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอลไปเยือนโอมาน ค.ศ.2019 สหรัฐฯให้รัฐอาหรับและอิสราเอลมาร่วมประชุมกันใน Warsaw Conference เรื่องที่หารือกันก็คือการต่อต้านอิหร่าน15 กันยายน 2020 มีการลงนาม Abraham Accords ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล (ต่อมาโมร็อกโกและซูดานเข้าร่วม) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การกำจัดอิทธิพลของอิหร่านช่วงนั้นนักวิเคราะห์ทั้งโลกมองว่า การถูกรุมกินโต๊ะโดยสหรัฐฯ อิสราเอล และชาติรัฐอาหรับยากที่อิหร่านจะรับมือได้ หลายองค์กรแสดงอย่างออกนอกหน้าว่ารังเกียจเดียดฉันท์และทิ้งอิหร่านอิหร่านไม่ปะทะโดยตรง เพียงแต่สร้างแกนต่อต้านและใช้อิทธิพลผ่านเครือข่ายพันธมิตรในเลบานอน อิรัก ซีเรีย เยเมน และปาเลสไตน์ ด้วยการสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ ฮูตี และกลุ่มติดอาวุธในอิรักเพื่อกดดันอิสราเอลและสหรัฐฯอย่างหนักก่อนหน้านั้นอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียเป็นคู่อาฆาต แต่ใน ค.ศ. 2023 จีนเดินเกมเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้อิหร่านกับซาอุดีอาระเบียฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต การทำงานอย่างมุ่งมั่นและมียุทธศาสตร์ลึกซึ้งของจีนทำให้แนวร่วมต่อต้านอิหร่านที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นำอ่อนแรงลงทันทีเมื่อโดนสหรัฐฯกลั่นแกล้งสารพัด อิหร่านจึงเข้าหาจีนและรัสเซีย มีความสัมพันธ์กับ 2 ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน อาวุธ และการเมืองระหว่างประเทศ โชคดีของอิหร่านที่อิสราเอลโหดร้ายต่อปาเลสไตน์ เรื่องนี้ทำให้อิสราเอลเสียความชอบธรรมในโลกอาหรับ อิหร่านใช้จิตวิทยาบอกกับประชาชนคนอาหรับว่า รัฐบาลอาหรับของพวกคุณใกล้ชิดเกินไปกับอิสราเอล ซึ่งคนอาหรับส่วนใหญ่เห็นใจปาเลสไตน์ ทำให้การฟื้นความสัมพันธ์อาหรับ-อิสราเอลติดกึกติดกัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามกาซาเขียนให้เข้าใจง่ายก็คือ สหรัฐฯกับอิสราเอลดึงชาติอาหรับมาล้อมอิหร่าน อิหร่านโต้ตอบด้วยการสร้างเครือข่ายพันธมิตรของตนเอง ฟื้นความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย วิ่งเข้าหาจีนและรัสเซีย และใช้ประเด็นปาเลสไตน์มาปฏิบัติการจิตวิทยา ทำให้โลกอาหรับลังเลที่จะยืนข้างอิสราเอลอย่างเต็มตัวสิ่งที่ทำให้สหรัฐฯและอิสราเอลล้มเหลวก็คือการสังหารคณะผู้นำ อิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 และการสังหารนักเรียนหญิงชาวอิหร่านเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน พลังโซเชียลมีเดียทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลสร้างข่าวหลอกลวงชาวโลกได้ไม่เหมือนเดิม สื่อใหญ่หลาย แห่งของสหรัฐฯเลือกที่จะไม่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลอเมริกันอีกต่อไปยุทธศาสตร์การปิดล้อมอิหร่านของอิสราเอลและสหรัฐฯล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันชาติต่างๆในอาหรับเริ่มหันหลังให้กับการพึ่งสหรัฐฯในด้านความมั่นคง การเผชิญหน้าทางการทหารล่าสุดทำให้กลุ่มประเทศอาหรับตาสว่าง ว่าสหรัฐฯไม่ได้เจ๋งจริงอย่างที่เคยโฆษณาประชาสัมพันธ์ และสหรัฐฯก็ไม่สามารถการันตีความปลอดภัยให้กับชาติอาหรับในยามวิกฤติได้ชัยชนะของอิหร่านก็คือ ขณะนี้ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำในการเจรจาเพื่อดึงอิหร่านเข้ามาร่วมในสนธิสัญญาความมั่นคงระดับภูมิภาค โดยใช้รูปแบบโครงสร้างพันธะสัญญาไม่รุกรานกัน เน้นการพึ่งพาอาศัยกันและกันในระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ลดและระงับการแทรกแซงจากสหรัฐฯ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการลงนามอย่างเป็นทางการ แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะลงเอยในไม่ช้าอิหร่านโฉมใหม่กำลังจะปรากฏขึ้นแล้ว.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม