เจ้าหน้าที่ยันคดี “แอร์มีนา” รู้ตัวหมดแล้วตั้งแต่เจ้าของเฮโรอีนยันคนรับปลายทางเป็นเครือข่ายส่งยาเสพติดข้ามชาติ ต้นทางจาก สปป.ลาว ป.ป.ส.เตรียมออกหมายจับ 2 ตัวการใหญ่ ด้าน ตร.ปส.คืบหน้าการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Rose Rose” คนติดต่องาน-“MR.KONG Y.” คนโอนเงิน พบเบาะแส “Rose Rose” ขณะใช้งานอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย ตั้งภาพโปรไฟล์เป็นหญิงวัยป้า พร้อมลุยตรวจเข้มระบบขนส่งทุกรูปแบบ ล่าสุดส่งสุนัขตำรวจ (K9) เปิดปฏิบัติการสแกนเข้มกระเป๋าสัมภาระท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สกัดกั้นเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ ขณะที่ “ดีดี การบินไทย” ชี้ผลสอบลูกเรือขนเฮโรอีนยังไม่มีข้อสรุป แต่สั่งพักงานแล้ว ประกาศชัด คนฝ่าฝืนระเบียบรับขนของเพื่อประโยชน์ทางการค้า ถือว่าผิดวินัยร้ายแรงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามขบวนการขนยาเสพติดมีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการขยายผลคดี น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล) แอร์โฮสเตสไทย ถูกจับที่สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพราะหิ้วกระเป๋าผ้าซุกซ่อนเฮโรอีน เข้าประเทศ และฝ่ายไทยมีการติดตามจับกุมผู้จัดส่ง กระเป๋าผ้าดังกล่าวได้แล้ว โดยเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 ก.ค. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. เป็นประธาน การประชุมร่วมกับผู้แทนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (สืบ น.) และคณะทำงานสืบสวนสอบสวนในคดี เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าวพล.ต.ท.อาชยนกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันของ 3 หน่วยงานหลัก เพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานงานระหว่างพนักงานสืบสวนและสอบสวน โดยเฉพาะรายงานการสืบสวนเชิงลึกที่ตำรวจนครบาลทำอยู่ เพื่อให้พนักงานสอบสวน ของ บช.ปส. นำมาทำสำนวนมูลฐานคดีขั้นต้นของนาย อุทัยและนายนันทวัฒน์ที่ถูกแจ้งข้อหาฝากขังไปก่อน หน้านี้ให้มีความแน่นหนา รัดกุม และครบถ้วนทุกมิติส่วนกรณีการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บัญชี “Rose Rose” ที่แชตติดต่อจ้างหิ้วกระเป๋าช้างที่ระบุ “จอง 9 โล..” รวมถึง MR.KONG Y. ที่มีข้อมูลว่าเป็นคน โอนเงินให้กับแอร์โฮสเตส 2 ครั้ง ครั้งละ 1,700 บาทนั้น พล.ต.ท.อาชยนกล่าวว่า ปัจจุบันพนักงานสืบสวนกำลัง เร่งตรวจสอบอยู่ แม้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้ได้ แต่ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนเชื่อมั่นว่ามีความกระจ่างแน่นอน ส่วนความคืบหน้าประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันทางการไทยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความร่วมมือด้านคดีอย่างต่อเนื่องโดยไม่ก้าวล่วงกฎหมายซึ่งกันและกัน หากมี ข้อมูลเพิ่มเติม ป.ป.ส.ในฐานะหน่วยงานกลางระหว่าง ประเทศ จะแจ้งให้ทราบทันทีผบช.ปส.ยังได้กล่าวเตือนถึงภัยของการ “รับหิ้วของ” ไปต่างประเทศ โดยยกกรณีคนไทยที่ถูกส่งกลับจากประเทศจีน ซึ่งแม้ผลการสอบสวนจะโชคดีว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการขนยาเสพติดและรอดพ้นคดีอาญามาได้ แต่อยากย้ำเตือนประชาชนว่ากฎหมายของแต่ละประเทศมีบทลงโทษที่แตกต่างกัน ซึ่ง บช.ปส.จะสืบสวนขยายผลในทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้น แม้จะเป็นคดีนอกราชอาณาจักร หรือถูกส่งกลับ โดยไม่ได้โดนดำเนินคดีก็ตาม โดยตำรวจ ป.ป.ส.และฝ่ายปกครอง จะเข้าไปตรวจสอบระบบขนส่ง โลจิสติกส์ พัสดุไปรษณีย์ รวมถึงพฤติกรรมการรับหิ้ว ของอย่างจริงจัง เพื่อตัดวงจรขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติต่อไปทั้งนี้ มีรายงานว่า ในการประชุมร่วมของ 3 หน่วยงานหลัก บช.ปส. บช.น. และ ป.ป.ส. ชุดสืบสวน คลี่คลายคดีแอร์มีนาทั้ง 3 หน่วยงาน มีการขยายผล หาเบาะแสข้อมูลบัญชีอวตารผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Rose Rose” ที่เป็นผู้โอนเงินให้แอร์มีนา ทางการได้ประสาน บ.ของเฟซบุ๊กตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ที่ใช้บัญชี “Rose Rose” ใช้เฟซบุ๊กติดต่ออินบ็อกซ์กับแอร์มีนา ที่ประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย จากการตรวจสอบ รูปโปรไฟล์ ใช้รูปผู้หญิงอายุรุ่นป้า คาดว่าแอบอ้างโดยนำรูปภาพผู้อื่นมาใช้เป็นโปร์ไฟล์ดังกล่าว ซึ่งชุดสืบสวนอยู่ระหว่างขยายผลสาวถึงตัวผู้ใช้บัญชีอวตารรายนี้ด้าน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวที่ รพ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ถึงการขยายผล ตรวจสอบเครือข่ายลักลอบขนเฮโรอีนข้ามชาติ ซึ่งอาจ เชื่อมโยงกับกรณีของ น.ส.มีนา ว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลในขบวนการได้ตั้งแต่ต้นทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จนเข้ามาถึงประเทศไทย กลางทางคือผู้รับหิ้ว และปลายทางในต่างประเทศ โดยแบ่งเป็นคดีนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับ 2 คดีใหญ่ คือ คดีจับกุมตรวจยึดเฮโรอีน 4 จุด ในกรุงเทพมหานคร เตรียมส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลียและไต้หวัน และคดีของ น.ส.มีนาโดยตรง พบว่าทั้ง 2 คดี มีความ เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต้นทางยาเสพติดจาก สปป.ลาว และปลายทางที่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งยังมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเป็นเครือข่าย และใช้กลุ่มบุคคลเดียวกันในการขนส่งเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ล่าสุดดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้วในกรณีของการขยายผลตรวจสอบเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ และในวันที่ 10 ก.ค. ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีดีเอสไอ จะนำพนักงาน สอบสวน ประชุมร่วมกับ ป.ป.ส.เพื่อหารือวางแนวทาง ร่วมกัน คาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้า จะได้ออกหมายจับบุคคลฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน 2 ราย ที่เป็นตัวการหลัก มีทั้งคนโอนเงิน เจ้าของยาเสพติดระดับพื้นที่นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า มี “สจ๊วต” สายการบิน หนึ่ง เข้าให้ข้อมูลกับ ป.ป.ส.ว่าเคยรับจ้างหิ้วกระเป๋าและเสื้อผ้าจากนายอาทิตย์ และ น.ส.ทัดสะพอน ผ่านทางนายอุทัย เป็นเสื้อผ้าแปลกที่มีการเย็บตะเข็บซ้ำๆ โดยรับหิ้วจากภูเก็ตไปออสเตรเลียมาแล้วหลายครั้ง แต่ตอนที่รับหิ้วไม่ทราบว่าอาจเป็นที่ซุกซ่อน ยาเสพติด กระทั่งมาทราบข่าว จึงเข้าให้ข้อมูลกับ ป.ป.ส.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (ผบก.สปพ.) (191) พ.ต.อ.สุกฤต มังคละสวัสดิ์ ผู้กำกับการกองกำกับการสุนัขตำรวจ สปพ. นำกำลังเจ้าหน้าที่และสุนัขตำรวจ (K9) จำนวน 2 ตัว ได้แก่ สุนัขตำรวจโท “อัลฟ่า-จ๊อฟฟี่” พร้อมผู้ควบคุม บูรณาการกำลังร่วมกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) และสำนักงาน ป.ป.ส.ตรวจสอบและสแกนหาสิ่งเสพติดอย่างเข้มงวด โดยได้นำสุนัขตำรวจเข้าตรวจค้นสัมภาระของผู้โดยสาร รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยาน ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในการตรวจค้นสัมภาระเพื่อตรวจหาสารเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายภายในท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการป้องกันปราบปรามและตัดวงจรเครือข่ายลักลอบ ขนยาเสพติดข้ามชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม หากประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งข้อมูลข่าวสารได้ที่สายด่วน 191 หรือสายด่วน ตร.1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงวันเดียวกัน นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าผลสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมกรณีแอบขนเฮโรอีนซุกซ่อนไปในกระเป๋าเดินทางว่า ขณะนี้การบินไทยอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริง-วินัย และยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะเดียวกัน การสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดทั้งหมดได้อย่างชัดเจน แต่ที่แน่ชัดคือบริษัทได้พักงานพนักงานต้อนรับดังกล่าวแล้ว ขณะเดียวกัน การบินไทยจะไม่เข้าก้าวก่ายกระบวนการสอบสวนของทางการออสเตรเลีย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการตาม ขั้นตอน แต่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้นส่วนประเด็นการสอบสวนทางวินัยพนักงานคนดังกล่าวนั้น นายชายกล่าวว่า บริษัทมีระเบียบและข้อกำหนด ข้อบังคับที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า การนำสิ่งของขึ้นเครื่องเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ หรือการรับขนของในลักษณะดังกล่าว เป็นการกระทำที่ ผิดวินัยของบริษัทอย่างชัดเจน และการบินไทยกำชับพนักงานมาโดยตลอดว่าสิ่งใดทำได้และทำไม่ได้ หากพบว่ามีการกระทำผิด บริษัทจะดำเนินการลงโทษ ตามระเบียบโดยไม่มีข้อยกเว้นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่