“วรศิษฎ์” รมช.มหาดไทย โยนยังไม่รู้ว่าใครถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตสอบบรรจุรับราชการท้องถิ่นบ้าง มีข้าราชการระดับสูงของ สถ.ระดับไหน ปลัดมหาดไทยยังไม่รายงานให้ทราบ ส่วนการตรวจสอบกระดาษคำตอบเปรียบ เทียบกับผลคะแนนเสร็จคืนนี้ แต่เห็นแล้วว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับคะแนนแน่ ยันไม่ต้องจัดสอบแข่งขันใหม่ เพราะคนที่สอบได้มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคนที่สอบได้ด้วยความสามารถ กลุ่มที่สองคือคนที่คะแนนผิดปกติ นอกจากนี้ยังขยายการตรวจสอบไปยังการสอบแข่งขันของหน่วยงานอื่นด้วย นายกฯเซ็นตั้ง “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ เป็นประธานสอบทุจริตสอบท้องถิ่นอีกคณะ ให้รายงานผลภายใน 30 วัน เจ้าตัวโพสต์เฟซบุ๊กแจ้งบอร์ด ก.พ. มีมติเห็นชอบมาตรการจัดการทุจริตสอบเข้ารับราชการ 5 มาตรการ ตั้งแต่ตัดสิทธิ ขึ้นแบล็กลิสต์ กำหนดให้มีลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ โทษวินัยสูงสุดไล่ออกสถานเดียว ถือเป็นการผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงกรณีเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และตำรวจ บก.ปปป. บุกตรวจค้นบ้านเลขที่ 93/64 หมู่ 9 ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ที่ตั้งบริษัทสามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ของนายพิชิต ทั้งพรม อดีต ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ พบผู้กำลังแก้คะแนนสอบเข้ารับราชการของหน่วยงานในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กว่า 10 คน นำตัวมาสอบสวน และตรวจยึดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ พร้อมหลักฐานจำนวนมาก เชื่อว่าเป็นแก๊งใหญ่มีผู้ร่วมขบวนการทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหายกว่า 4 พันล้านบาท หลังสอบสวนกลับยังไม่ได้แจ้งข้อหาใคร ต่อมา ป.ป.ช.แถลงจะสอบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าวเอง ไม่ส่งข้อมูลการสอบสวนให้ตำรวจดำเนินการ หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไปความคืบหน้าจากอาคารวุฒิสภา เมื่อเวลา 09.57 น. วันที่ 6 ก.ค. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เผยความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการระดับสูง และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นรวม 5 คนว่า ต้องถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะครบกำหนดเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 3 ก.ค. วันนี้ยังไม่ได้เจอปลัดจึงยังไม่ได้อัปเดตข้อมูลกัน แต่กระบวนการต้องไปแบบนั้น จะเสร็จเมื่อไหร่เดี๋ยวไปว่ากัน ถามว่ามีกระแสว่ามีระดับอธิบดี สถ.และรองอธิบดี สถ.เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายวรศิษฎ์ตอบว่า ตนยังไม่เห็น รายงานจากปลัดกระทรวงมหาดไทย เดี๋ยวคงส่งมา ถามว่าหลังเซ็นตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้เป็นอย่างไร นายวรศิษฎ์กล่าวว่า เป็นกระบวนการที่ปลัดต้องดำเนินการตามปกติ มีการสอบคนที่เข้าข่ายว่าเกี่ยวข้อง ส่วนจะดำเนินคดีอาญาต่อเนื่องด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการสอบวินัยว่าจะเป็นอย่างไร หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องต้องดำเนินการถามถึงการครบกำหนดการตรวจสอบกระดาษคำตอบกับผลคะแนนของผู้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น 15,000 กว่าคน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นการตรวจผลการประกาศกับกระดาษคำตอบในไฟล์รูปกระดาษคำตอบ จะครบกำหนดในวันนี้ คาดว่าน่าจะเสร็จสมบูรณ์ช่วงดึกคืนนี้ (6 ก.ค.) หากผลออกมาไม่ตรงกันต้องเสนอเรื่อง เราเห็นแล้วว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับคะแนน ส่วนจะเกิดอย่างไรต้องไปว่ากัน แต่ไม่ตรงคือไม่ตรงต้องจบวันนี้ การตรวจสอบมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมด้วย หากข้อมูลชัดเจนเรียบร้อยจะเสนอเรื่องเข้าคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เพราะอำนาจการยกเลิกบัญชีเป็นอำนาจของกองกลาง แต่ระยะเวลาขอดูอีกครั้ง จะทำให้เร็วที่สุดถามว่าจะเลื่อนบัญชีลำดับถัดไปขึ้นมาได้เลยหรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ต้องรอดูอีกครั้ง แต่ไม่ต้อง สอบใหม่ เพราะกลุ่มคนที่สอบได้มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ คนที่สอบได้ตามปกติด้วยความสามารถ กลุ่มที่สองคือ คนที่คะแนนผิดปกติ หากสอบได้ด้วยความสามารถเราต้องรักษาสิทธิ์ แต่คนที่ผิดปกติต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้นคนที่โดนดึงออกคือ กลุ่มคนที่มีคะแนนผิดปกติ แล้วคนที่คะแนนผิดปกติต้องสืบหาต่อไปว่าทำไมคะแนนถึงผิดปกติ ถามย้ำว่าหากพบว่าคะแนนผิดปกติจะมีโทษอาญาหรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ยังไม่ตัดสิน เราต้องสืบหาข้อเท็จจริงต่อว่าความผิดปกติเกิดขึ้นจากตรงไหน ถามอีกว่ากระบวนการนี้จะดึงความเชื่อมั่นให้กระทรวงมหาดไทยได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ต้องได้ ที่ผ่านมาเราทำงานบนความตั้งใจแก้ปัญหา นอกจากกระทรวงมหาดไทยยังมีอีกหลายหน่วยที่ทำประกอบร่วมกัน ข้อมูลส่วนนี้หากตรวจสอบแล้วจะประสานตรวจสอบกับหน่วยงานอื่นด้วย เพื่อนำไปสู่การดำเนินการขั้นต่อไป หากผู้มีคะแนนผิดปกติเป็นหนึ่งในกระบวนการเกี่ยวข้องการทุจริต เราจะต้องสืบสาวต่อที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอย่างละเอียด รอบคอบ และปราศจากข้อกังขา ต้องยึดหลักความโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และให้ผลการตรวจสอบสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน พร้อมลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 เพื่อการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธาน ส่วนปลัดสำนักนายกฯ เลขาธิการ ก.พ.ร. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด เป็นกรรมการ และเลขาธิการ ก.พ.เป็นเลขานุการ มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ พร้อมจัดทำรายงานเสนอให้นายกฯภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 6 ก.ค.อย่างเคร่งครัด และให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วันวันเดียวกันนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปกรณ์ นิลประพันธ์-Pakorn Nilprapunt ถึงกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันว่า แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงาน ก.พ. แต่เรื่องดังกล่าวก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบแบบเหมารวม ส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อระบบราชการอย่างรุนแรง จึงขอให้สำนักงาน ก.พ.ประสานกับสมาคม องค์กร หรือกลุ่มข้าราชการต่างๆดำเนินการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศักดิ์ศรีของข้าราชการ พลเรือนในภาพรวมต่อไป มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบพนักงานราชการ เพื่อให้การโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนตำแหน่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ที่ประชุมบอร์ด ก.พ.มีมติเห็นชอบมาตรการจัดการทุจริตสอบเข้ารับราชการ 5 มาตรการ และให้นําเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไปดังนี้ประกอบด้วยตัดสิทธิและขึ้นแบล็กลิสต์ (Blacklist) กำหนดให้ผู้ทุจริตสอบภาค ก. มีลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ โทษวินัยสูงสุดไล่ออกสถานเดียว ถือเป็นการผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หากถูกตั้งสอบวินัยให้สั่งพักหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยมีบทลงโทษขั้นเด็ดขาดคือ ไล่ออกเท่านั้น จัดทำฐานข้อมูลกลาง รวบรวมรายชื่อผู้ทุจริตจากทุกองค์กรบริหารงานบุคคล เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางให้หน่วยงานรัฐทั่วประเทศใช้ตรวจสอบผู้สมัคร ให้อำนาจเลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบรับรองผ่านภาค ก.ได้ทุกกรณี และแผนปฏิบัติการ 3 ระยะระยะสั้น 1 ปี ออกหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามและบังคับใช้มาตรฐาน โทษวินัย ระยะกลาง 3 ปี ปรับการสอบภาค ก. เป็น e-Exam 100 เปอร์เซ็นต์และเปิดใช้ฐานข้อมูลกลางตรวจสอบผู้ทุจริต และระยะยาว 5 ปี ออกกฎหมายอาญาเฉพาะ เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการด้วยโทษรุนแรง พร้อมกันนี้ยังทบทวนอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ประจำอยู่ในต่างประเทศให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งอัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมากต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นว่า ตั้งคณะกรรมการในแต่ละระดับชั้น ในส่วนสำนักนายกฯแต่งตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นประธาน ส่วนกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวง มารายงานว่า บ่ายวันที่ 6 ก.ค.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงคนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึง บช.ก.มารายงานว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง มันตลกดีความผิดต้องแยกย่อย แต่ละความผิดมีแต่ละหน่วยงานไปดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ทุกหน่วยงานทำตามขอบเขตอำนาจคู่ขนานกัน สุดท้ายข้อมูลทั้งหลายต้องมาบรรจบที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ทำให้มีข้อมูลที่แน่นขึ้นและทำให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือ ซูเอี๋ยกันแน่นอน ถามว่าแต่ละหน่วยงานรายงานมามีผู้กระทำผิดชื่อซ้ำกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ตีตราลับมาก ฉะนั้นตนต้องรักษาความลับ บอกให้แต่ละหน่วยงานทำงานแข่งกัน ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด รวดเร็ว และต้องมีความโปร่งใสนายอนุทินกล่าวว่า ชุดนายปกรณ์ไม่สามารถดำเนินคดีเองได้ เพราะไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่ทำหน้าที่ฐานะตัวแทนสำนักนายกฯ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องอุกอาจ เหิมเกริม และเป็นที่สนใจของสังคม ฉะนั้นต้องคอยกำกับดูแลด้านบน คณะกรรมการจะเป็นหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ถามว่าต้องให้ผู้ถูกสอบวินัยร้ายแรงออกจากราชการไว้ก่อนหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ต้องมีขั้นตอน ขณะนี้เราเริ่มแล้ว บางคนเรียกมาช่วยราชการขาดจากตำแหน่งเดิม ต้องยึดตามหลักกฎหมาย ตรงไหนชัดเจนดำเนินการอย่างเด็ดขาดได้ ถามว่าผลการสอบสวนคณะฯของนายปกรณ์จะนำไปสู่การดำเนินการอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ผลการสอบ ถ้าพลาดไปโดนใครต้องเป็นไปตามกฎหมาย หากมองดูจะเห็นว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จ่ายสินบนและให้ค่าตอบแทนดำเนินการต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลคะแนน ล้วนต้องนำมาเป็นสารตั้งต้น เราต้องยอมรับกฎหมาย ไม่อย่างนั้นจะเป็นกฎหมู่ถามว่าวางกรอบระยะเวลาการสอบวินัยร้ายแรงไว้แล้วหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เป็นอำนาจของปลัด มท. ฐานะหัวหน้าส่วนราชการวางกรอบและให้นโยบาย ถามว่าการดำเนินการสอบวินัยร้ายแรงจะเทียบเคียงได้กับคณะสอบสวนชุดนายปกรณ์ใช่หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า อย่างที่ตนบอกสมมติว่า ป.ป.ช.ทำได้เร็วกว่าหน่วยงานอื่น หน่วยงานอื่นโดยธรรมชาติต้องแข่งกันทำ สำหรับกรอบเวลาการสอบสวนนั้น เร่งอยู่แล้ว เบื้องต้นคณะกรรมการชุดใหญ่จะสอบสวนใน 30 วัน ส่วนชุดเล็กตามเนื้อหาไม่นาน เพราะเป็นที่สนใจและต้องตอบสังคมให้ได้ ฉะนั้นคงไม่มีอะไรต้องกังวล ทำเต็มที่ ตนเชิญหัวหน้าส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีมาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินการของเขาทุกรูปแบบ ไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือหน้าใครที่ไหนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่