ศึกยักษ์ชนยักษ์ “คริสเตียโน โรนัลโด” กัปตันทีมจอมเก๋านำทัพ “ฝอยทอง” โปรตุเกส ดวล “กระทิงดุ” สเปน มีลามีน ยามาล ซุปเปอร์สตาร์ตัวเก่งเป็นทีเด็ด อีกคู่ “พญาอินทรี” สหรัฐอเมริกา เปิดศึกกับ “ปิศาจแดงแห่งยุโรป” เบลเยียม เกมนี้คู่คี่สูสีทั้งสองทีมใส่กันเต็มเหนี่ยวมีตั๋วสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นเดิมพัน ช่องโมโนแม็กซ์ สปอร์ต ช่อง 29 ยิงสดให้ชม ขณะที่ผล “เวิลด์ คัพ 2026” รอบ 16 ทีมสุดท้ายเช้ามืดวันอาทิตย์ “ตราไก่” ฝรั่งเศส เจอเกมยาก โดนปารากวัยอัดหนักสะบักสะบอมทั้งเกม สุดท้าย “เอ็มปัปเป” ยิงจุดโทษเอาชนะไปได้หวุดหวิด 1-0 ตีตั๋วเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเจอกับโมร็อกโก แชมป์ทวีปแอฟริกา ที่ไล่ต้อนเอาชนะแคนาดาไปขาดลอย 3-0 ฟาดแข้งกันวันที่ 9 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 5 ก.ค. โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย วันนี้มีฟาดแข้งกัน 2 คู่ 2 สนามด้วยกัน เริ่มต้นด้วยคู่แรก “ฝอยทอง” โปรตุเกส ทีมแกร่งจากยุโรป พบกับ “กระทิงดุ” สเปน แชมป์ยูโร 2024 และเต็งแชมป์หนนี้ ฟาดแข้งกันที่ดัลลัส สเตเดียม, รัฐเท็กซัส, สหรัฐอเมริกา วันที่ 6 ก.ค.เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับประเทศไทยวันที่ 7 ก.ค. เวลา 02.00 น. ช่องโมโนแม็กซ์ถ่ายทอดสดโรแบร์โต มาร์ติเนซ เทรนเนอร์ชาวสเปนของทีมชาติโปรตุเกส สภาพทีมพร้อมไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บหรือติดโทษแบน เกมนี้จะยึดผู้เล่นจากเกมโค่นโครเอเชีย 2-1 ลงสนาม แนวรับวาง ชูเอา กานเชโล ทำหน้าที่แบ็กขวา รูเบน ดิอาส, เรนาโต เวกา ยืนเป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ นูโน เมนเดซ ดูแลทางฝั่งซ้าย ชูเอา เนเวส, วิตินญา 2 แข้งจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ลงคุมจังหวะเกมเหมือนเดิม บรูโน เฟร์นานเดส ผนึกกำลังเปโดร เนโต, ราฟาเอล เลเอา สร้างสรรค์เกมรุก แดนหน้ายังวางใจคริสเตียโน โรนัลโด กองหน้ากัปตันทีมวัย 41 ปี ลงยืนหน้าเป้าคอยล่าตาข่ายหลุยส์ เด ลา ฟวนเต กุนซือชาวกระทิงทีมชาติสเปน ขุมกำลังหลักๆอยู่พร้อมหน้าไม่ต้องกังวลใจในการจัดทัพ จะยึดผู้เล่นจากเกมถล่ม ออสเตรีย ไปยับเยิน 3-0 เป็นแกนหลัก แนวรับวางอายเมอริค ลาปอร์ต, เปา กูบาร์ซิ ยืนเป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เปโดร ปอร์โร, มาร์ค กูกูเรยา ยืนแบ็กขวาและซ้าย โรดรี คอยตัดเกม เปดรี, ดาเนียล โอโม ขับเคลื่อนเกม แดนหน้าวางลามีน ยามาล, มิเกล โอยาร์ซาบัล, อเล็กซ์ บาเอนา ยืนเป็น 3 ประสานคอยล่าตาข่ายคู่นี้ค่อนข้างคู่คี่สูสีกันมาก เรียกว่าเป็นมวยถูกคู่เลยทีเดียว โปรตุเกสฟอร์มอาจยังดูไม่ไหลลื่น มีบางจังหวะติดๆขัดๆบ้าง แต่ความแน่นอนและความเขี้ยวยังมีเต็มพิกัด ไม่ใช่ทีมไหนจะเอาชนะได้ง่ายๆ ส่วนสเปนฟอร์มเริ่มเข้าที่เข้าทาง มีจุดเด่นอยู่ที่การประสานงานที่ค่อนข้างลงตัว โดยเฉพาะแนวรุก แม้อาจจะดูไม่หวือหวามาก แต่ยังเด็ดขาด รูปเกมออกมาสนุกแน่นอนเพราะทั้งคู่จะเปิดเกมรุกเข้าแลกกันตามสไตล์ ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดีเกินไปน่าจะจับทางกันได้อยู่แล้ว มีโอกาสลากยาวถึงการดวลจุดโทษค่อนข้างสูงส่วนอีกคู่ “พญาอินทรี” สหรัฐอเมริกา หนึ่งใน เจ้าภาพร่วมที่หลุดมาถึงรอบนี้ พบกับ “ปิศาจแดงแห่งยุโรป” เบลเยียม ฟาดแข้งกันที่ซีแอตเติล สเตเดียม, รัฐวอชิงตัน, สหรัฐอเมริกา วันที่ 6 ก.ค. เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับประเทศไทยวันที่ 7 ก.ค. เวลา 07.00 น. ช่องโมโนแม็กซ์, โมโนแม็กซ์ สปอร์ต ช่อง 29 ถ่ายทอดสดเมาริซิโอ โปเชตติโน กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของสหรัฐอเมริกา ต้องปวดหัวเมื่อจะไม่มีโฟลาริน บาโลกัน กองหน้าตัวเก่งที่ยิงไปแล้ว 3 ลูกในทัวร์นาเมนต์นี้เพราะติดโทษแบน แต่คนอื่นๆ ไม่มีปัญหา จะยึดผู้เล่นจากเกมทุบบอสเนีย 2-0 ลงวาดลวดลาย แนวรับวางอเล็กซ์ ฟรีแมน, คริส ริชาร์ดส์, ทิม รีม, แอนโทนี โรบินสัน ยืนเป็น 3 เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เซร์จิโอ เดสต์, แอนโทนี โรบินสัน รับหน้าที่วิงแบ็กขวาและซ้าย เวสตัน แมคเคนนี คุมจังหวะเกมกลางสนามร่วมกับไทเลอร์ อดัมส์, มาลีค ทีลล์มัน แดนหน้า ริคาร์โด เปปี จะได้ออกสตาร์ตตัวจริงผนึกกำลังคริสเตียน พูลิซิช สตาร์ดังของทีมลงล่าตาข่ายรูดี การ์เซีย กุนซือทีมชาติเบลเยียม ไม่มีปัญหาใดๆให้ปวดหัวในการจัดทัพตัวหลักๆ อยู่กันครบ เกมนี้จะไม่ปรับทัพจากเกมพลิกโค่นเซเนกัล 3-2 แต่อย่างใด แนวรับวางทิโมธี กาสตาญ, อาร์กตูร์ เธอาต, แบรนดอน เมเคเล, มักซิม เดอ ไคเปอร์ ยืนเป็นแผงแบ็กโฟร์ ยูรี ติเลมันส์ ฮีโร่ที่กด 2 ตุงในเกมล่าสุด คุมจังหวะเกมร่วมกับฮานส์ วานาเคน เกมรุก เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งผนึกกำลัง เลอันโดร ทรอสซาร์ด, เฌเรมี โดกู ปั้นเกมรุก แดนหน้าจะส่งโรเมลู ลูกากู กองหน้าร่างยักษ์กลับมาออกสตาร์ตตัวจริงปักหลักล่าตาข่ายเกมนี้หากวัดกันที่ขุมกำลังและชื่อชั้น เบลเยียมได้เปรียบอยู่พอสมควร แต่ที่เหลือทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมโดยรวม หรือฟอร์มการเล่น สหรัฐอเมริกาดูดีกว่า แต่การหายไปของโฟลาริน บาโลกัน กองหน้าตัวเก่งของเจ้าถิ่น จะส่งผลกระทบพอสมควร ทั้งสองทีมจะเปิดเกมรุกเข้าใส่กันตั้งแต่ต้นเกม รูปเกมจะออกมาคู่คี่สูสี แม้ว่า “พญาอินทรี” กำลังคึกแถมยังมีกองเชียร์เต็มสนามก็จริง แต่จังหวะทีเด็ดทีขาดต้องยกให้เบลเยียมที่ครบเครื่องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นลูกากู, เดอ บรอยน์, โดกู และทรอสซาร์ด น่าจะช่วยกันยิงพาทีมบดเอาชนะไปได้ในที่สุดขณะที่ผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. ตามเวลาประเทศไทย “ใบเมเปิ้ลสีแดง” แคนาดา หนึ่งในเจ้าภาพร่วม พบกับ “สิงโตแห่งแอตลาส” โมร็อกโก แชมป์ทวีปแอฟริกาทีมล่าสุด เกมนี้ใครชนะจะเข้าไปรอพบผู้ชนะระหว่างปารากวัย หรือฝรั่งเศสเปิดฉากมาในครึ่งแรก ทั้งสองทีมยังเปิดเกมแลกกันตลอด แต่ยังไม่สามารถทำอะไรกันได้ ครบ 45 นาทีแรกเสมอ 0-0 แต่เกมมาเข้มข้นในช่วงครึ่งหลังโมร็อกโกทำได้ดีกว่าออกนำไปก่อนจากอัซเซดี โอนาฮี นาทีที่ 50 จากนั้นช่วงท้ายเกมโอนาฮีมาเบิ้ลประตูให้กับตัวเอง ทำให้ “สิงโตแห่งแอตลาส” ขึ้นนำ 2-0 ก่อนช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 8 ซูฟิยาน ราฮิมี ยิงปิดกล่องให้โมร็อกโก เอาชนะแคนาดาไป 3-0 ตีตั๋วผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จอีกคู่ลงเตะทีหลัง ทีม “ตราไก่” ฝรั่งเศส รองแชมป์เก่าและหนึ่งในเต็งแชมป์ดวลกับ “ลาอัลบิโรฆา” ปารากวัย ทีมแกร่งจากอเมริกาใต้ที่พลิกล็อกเอาชนะเยอรมนีมาได้ในรอบที่แล้ว เกมนี้ทั้งสองทีมใครชนะจะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมไปเจอกับโมร็อกโก ที่ไปยืนรออยู่ก่อนหน้านี้รูปเกมเป็นทางฝรั่งเศส ที่เดินหน้าเปิดเกมรุกเข้าใส่ ส่วนปารากวัยถอยร่นไปตั้งรับ พร้อมใช้การปะทะอันหนักหน่วงทั้งในเกมและนอกเกม คอยเล่นงานทัพ “ตราไก่” ตลอดทั้งเกม จนทำให้แข้ง “เลอ เบลอส์” สะบักสะบอมกันไปทั้งทีม แต่สุดท้ายนาทีที่ 70 คีเลียน เอ็มบัปเป กองหน้ากัปตันทีม ซัดจุดโทษให้ฝรั่งเศสเฉือนเอาชนะปารากวัย 1-0 ไปในท้ายที่สุด ตบเท้าผ่านเข้ารอบ 8 ทีมไปเจอกับโมร็อกโก ในวันที่ 9 ก.ค.นี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่