ในที่สุดนำไปสู่รัฐล้มเหลว รัฐไทยเดินหน้าไม่ได้ หนึ่งในกลุ่ม 21 นักวิชาการ คือ ศ.เกียรติคุณ ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลขิงแก่ พลิกมุมคิดถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่มีโอกาสเดินไปถึงจุดนั้นได้ หลังเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งคดีฮั้วเลือก สว.ส่งศาลฎีกาคดีนี้สอบสวนมานานร่วม 2 ปี ตั้งคณะอนุกรรมการซ้ำซ้อนจนเกิดกระแสความกังวลว่าอาจเตะถ่วง เกรงทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้กลุ่มต่างๆออกมาเคลื่อนไหวกดดัน กกต.เช่น กลุ่มอดีต ส.ส.ร. ปี 50 ชุดแรก กลุ่มเพื่อนมหิดล กลุ่มอดีตสภาปฏิรูป และทราบว่ามีกลุ่มอื่นๆอีกที่จะออกมาด้วย รวมถึงกลุ่ม 21 นักวิชาการอาวุโสที่เห็นก่อนหน้านี้ มีกระบวนการสรรหา กกต. ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ซุ้ม กกต.บางท่านที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว.เข้าข่ายมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนเสี่ยง กกต.ตัดตอนไม่ส่งคดีไปศาลฎีกาในที่สุดสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อกระบวนประชาธิปไตย หลังจากมีองค์กรอิสระมาตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ 40 ถึงเสนอให้ กกต.รีบเร่งส่งให้ศาลฎีกา ทำให้ กกต.ที่ส่วนหนึ่งคล้ายเป็นจำเลยของสังคมพ้นข้อครหา เพราะ กกต.ไม่ได้เป็นผู้พิจารณา แต่ส่งให้ศาลฎีกาพิพากษา ผลชี้ขาดออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายถ้าพยานหลักฐานไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ศาลฎีกาย่อมยกประโยชน์ให้จำเลย แต่ถ้าพยานหลักฐานครบถ้วน ผลการพิจารณาคดีย่อมเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยกลุ่ม 21 นักวิชาการและกลุ่มอื่นๆที่เคลื่อนไหวกดดัน กกต.ในจังหวะนี้ชี้ให้เห็นนัยทางการเมืองอย่างไร ศ.เกียรติคุณ ดร.ธีรภัทร์ บอกว่า “กลัวมีการตั้งธงชี้คดีไม่มีมูล”เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวุฒิสภาที่เข้าใจว่าเลือก กกต.เข้าไปถึง 4 คน เกรง กกต.ตั้งธง เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมถึงเสนอทางออกที่ปลอดภัยต่อ กกต.ว่า กกต. 4 คน ที่วุฒิสภาชุดนี้ให้ความเห็นชอบไม่ควรมีสิทธิพิจารณาคดีฟางเส้นสุดท้ายหรือวิกฤติที่สุกงอมคืออะไรถึงออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ศ.เกียรติคุณ ดร.ธีรภัทร์ บอกว่า เป็นผลจากระบอบธนาธิปไตย ใช้อำนาจเงิน พรรคพวก อิทธิพลร่วมกันในขบวนการสรรหา สว. ที่มีต้นตอจากรัฐธรรมนูญ 60 มีช่องโหว่เลือก สว.ขณะเดียวกันเกิดวงจรอุบาทว์ โดยกลุ่มอิทธิพลพยายามยึดอำนาจผ่านการซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้ง สส. และการฮั้วเลือก สว. นำไปสู่การคัดเลือกคนของตนเองเข้าไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระ จนมีผลกระทบต่อกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุลตามหลักรัฐธรรมนูญปี 40 ถูกทำลายเกิดพฤติกรรมการใช้อำนาจโดยมิชอบเป็นระบอบสีน้ำเงิน–ระบอบธนาธิปไตย“บุคคลเหล่านี้วางแผนครอบครองอำนาจสภาฯโดยทุจริต โยกย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับมหาดไทย ไปยึดวุฒิสภามาก่อนหน้านี้ เลือกกรรมการองค์กรอิสระนำไปสู่การตั้งรัฐบาล ระบอบนี้ยึดอำนาจทางการเมือง มีอำนาจโยกย้ายข้าราชการ มีอิทธิพลในระบบราชการ เกิดคอร์รัปชันต่างๆ ตรวจสอบไม่เป็นผลเหมือนวงจรอุบาทว์ ในที่สุดนำไปสู่สภาวะเฟลสเตท เพราะถูกขบวนการเหล่านี้ครอบงำ ทำให้วงจรอุบาทว์มันพัฒนา ในที่สุดเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธีหาทางออกไม่ได้ แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกิด ในที่สุดนำไปสู่รัฐล้มเหลว กลุ่มอิทธิพลในอดีตก็ยกเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ ในสมัยก่อนเกิดสภาวะแบบนี้ถูกยึดอำนาจไปแล้ว”ทางออกโดยสันติวิธีเหลือเพียงสถาบันตุลาการเป็นที่พึ่งสุดท้ายไม่นำประเทศไทยสู่รัฐล้มเหลวไม่บีบคั้นจนนำไปสู่การยึดอำนาจซ้ำรอยเดิมอีกพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ล่าสุดเกิดขบวนการทุจริตสอบในกระทรวงมหาดไทย สะท้อนให้เห็นโครงสร้างอำนาจรัฐไทยอย่างไร ศ.เกียรติคุณ ดร.ธีรภัทร์ บอกว่า นับจากรัฐบาลอนุทิน 1 และรัฐบาลอนุทิน 2 เกิดปัญหาเกี่ยวกับอำนาจบริหารราชการแผ่นดินหลายเรื่องนอกจากไม่พยายามแก้ กลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา และยังมีปัญาที่หมักหมมเดิมเอาไว้ ตั้งแต่ “คดีเขากระโดง” ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดทั้งหมด ที่ดินทั้งหมดเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่กรมที่ดินไม่มีการเพิกถอนโฉนด รัฐบาลไม่ทำอะไร ไปอ้างคดีอยู่ที่ศาลฟ้องเป็นแปลง เป็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่ายังมีคดีฮั้วเลือก สว. คดีดำเนินคดีผู้กักตุนน้ำมันช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน โครงการ TH-AI Passport เพิกถอนป่าพื้นที่ทับลาน ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โครงการแลนด์บริดจ์ร่างกฎหมายปลดล็อกผู้บริหารท้องถิ่นเดิมจำกัด 2 วาระ 8 ปี สอดคล้องกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปแก้ให้ไม่จำกัดวาระ และยังปลดล็อกให้อายุ 25 ปี ดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นได้ เชื่อว่าต้องการสร้างอิทธิพลในระดับท้องถิ่นต่อเนื่องถึงระดับชาติสงครามไทย-กัมพูชา รบ 2 รอบยังหาข้อยุติไม่ได้ ทำท่าจะรบรอบ 3 อีก รวมถึงไม่ดำเนินการเชิงรุก โดยเพิ่มอำนาจต่อรองเสนอไปยังองค์การสหประชาชาติและกัมพูชาให้ยึดข้อตกลงวอชิงตัน ที่รัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ไปลงนามไว้กับรัฐบาลฝรั่งเศสที่กรุงวอชิงตัน ปี ค.ศ.1946 มันเป็นโมฆะ เท่ากับสนธิสัญญาโตเกียวมีผลอยู่ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ยังเป็นของประเทศไทยประเด็นเหล่านี้ ทั้งปัญหาใหม่และปัญหาเก่าที่รัฐบาลหมักหมมเอาไว้ จนมองไม่เห็นอนาคตของประเทศไทย ล้มเหลวทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม กระบวนการยุติธรรม ระบบนิติรัฐ นิติธรรม ทุจริตคอร์รัปชันระบาดไปทั่วประเทศ ถึงขอย้ำอีกครั้ง...รัฐไทยเสี่ยงสูงกำลังเข้าสู่เฟลสเตทไทยไร้อนาคตเสี่ยงเป็นรัฐล้มเหลวว่ากันว่าแบ็กของรัฐบาลอนุทินดี ถึงยังอยู่ต่อไปได้ ศ.เกียรติคุณ ดร.ธีรภัทร์ บอกว่า ระบอบสีน้ำเงินแบ็กดี ผมไม่เชื่อ“ถ้าสุนัขไปไล่กัดคนไปทั่ว เราต้องการให้เจ้าของสุนัขได้รับทราบว่า ต้องควบคุมสุนัขตัวนี้ หรือต้องกักขังมันไว้ไม่ให้ไปสร้างอันตรายต่อชาวบ้านเชื่อว่าไม่มีใครไปสนับสนุนรัฐบาลที่ไม่ดี มีพฤติการณ์ ทุจริตคอร์รัปชันมากมายมหาศาล ไร้ประสิทธิภาพ แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ จึงไม่เชื่อว่าใครจะสนับสนุนรัฐบาลให้ดำเนินการต่อไปมีแต่คิดถึงการเปลี่ยนรัฐบาลโดยสันติหรือต้องเปลี่ยนโดยใช้กำลัง ตามที่จอห์น ล็อก ระบุ เมื่อรัฐบาลไม่รักษาสัญญาประชาคม สร้างความสงบสุข ประชาชนมีสิทธิปฏิวัติผู้ปกครองหรือรัฐบาล”โครงสร้างอำนาจกำลังกลายเป็นวงจรอุบาทว์ ปล่อยอย่างนี้นำไปสู่รัฐล้มเหลว ท่ามกลางกลุ่มชนชั้นนำที่เคยสนับสนุนรัฐบาลเห็นพฤติกรรมของรัฐบาล จึงถอดปลั๊กรัฐบาล ศ.เกียรติคุณ ดร.ธีรภัทร์ บอกว่า คงไม่มีใครสนับสนุนรัฐบาลที่ชั่วร้ายรัฐบาลที่ไม่ได้ทำหน้าที่ตามสัญญาประชาคมเชื่อว่าไม่มีใครสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอิทธิพลใดๆ พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงสถาบันต่างๆการสนับสนุนรัฐบาลที่ชั่วร้าย ที่ไม่ได้มีเจตนารมณ์เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ในที่สุดเขวี้ยงงูไม่พ้นคอ ส่งผลกระทบต่อทุกคนในประเทศไทยผมถึงเชื่อโดยสามัญสำนึกว่า เราอยู่ในระบอบธนาธิปไตย สมบูรณ์ ขอตั้งข้อสังเกตว่ามีหลายกลุ่มหลายก๊วนอยู่ในรัฐบาล ที่รู้ว่าตัวเองอยู่ได้ไม่นาน ใช้เวลาที่เป็นอยู่กอบโกยเพื่อถอนทุนโลกใบนี้ไม่มีประเทศใดที่ดำรงรักษาความชั่วร้ายเอาไว้ ไม่เช่นนั้นคงไม่พัฒนามาจนถึงทุกวันนี้อย่างแน่อนในที่สุดพวกนี้มีจุดจบถึงกาลอวสาน.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม