ปรากฏการณ์ “แผ่นดินไหวคู่ (Doublet Earthquake)” เป็นเหตุการณ์ที่แผ่นดินไหวขนาดใกล้เคียงกัน 2 ครั้งเกิดขึ้นในเวลาและสถานที่ใกล้เคียงกัน โดยทั้งสองเหตุการณ์ถือเป็น “แผ่นดินไหวหลัก (Mainshock)” ไม่ใช่การที่เหตุการณ์หนึ่งเป็นเพียงอาฟเตอร์ช็อกของอีกเหตุการณ์หนึ่งคำถามมีว่า...ปกติแล้วโอกาสในการเกิด “แผ่นดินไหวคู่” มีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร?นักธรณีวิทยาพบว่าประมาณ 20% ของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ (มากกว่าขนาด 7.5 ) ทั่วโลก มักเกิดขึ้นในรูปแบบ ของแผ่นดินไหวคู่หรือกลุ่มแผ่นดินไหวย้ำว่า...ไม่ใช่เหตุบังเอิญ การเกิดแผ่นดินไหวแบบนี้ไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่เป็นผลจากโครงสร้างของเปลือกโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทำให้เหตุการณ์แรกไปส่งผลต่อเหตุการณ์ที่สองปัจจัยที่ส่งผลให้เกิด “แผ่นดินไหวคู่” เกิดขึ้นได้จากปัจจัยทางธรณีฟิสิกส์หลักๆ ได้แก่ การถ่ายโอนความเค้น เมื่อแผ่นดินไหวครั้งแรกเกิดขึ้นจะไปเพิ่มความเค้นให้กับรอยเลื่อนข้างเคียงที่อยู่ในสถานะ “เปราะบาง” อยู่แล้ว จนทำให้รอยเลื่อนนั้นทนไม่ไหวและแตกตัวตามมาถัดมา...ความซับซ้อนของโครงสร้างรอยเลื่อน หากรอยเลื่อนไม่ได้เป็นเส้นตรงเส้นเดียว แต่ประกอบด้วยหลายส่วนหรือมีรอยเลื่อนย่อยๆเชื่อมต่อกัน พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากส่วนหนึ่งมักจะส่งแรงไปกระตุ้นส่วนที่เหลือ...เหมือนโดมิโน่สาม...รอยเลื่อนมีพลังที่เชื่อมต่อกัน พื้นที่ที่มีการขยับตัวของเปลือกโลกในแนวราบหรือเขตมุดตัวมักมีลักษณะเป็นรอยเลื่อนที่ซ้อนทับกัน ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดการแตกของรอยเลื่อนแบบต่อเนื่องสี่...แรงกระตุ้นแบบพลวัต คลื่นไหวสะเทือนจากแผ่นดินไหวลูกแรก เดินทางไปกระตุ้นให้เกิดการลื่นไถลของรอยเลื่อนที่อยู่ห่างออกไป โดยไม่ต้องรอการสะสมแรงเค้นแบบช้าๆตัวอย่างเหตุการณ์ “แผ่นดินไหวคู่” ในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายครั้ง ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษและหาได้ยาก “เวเนซุเอลา (24 มิถุนายน 2569)”...แผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 เกิดห่างกันเพียง 39 วินาที ย้อนไปก่อนหน้านี้ ฟิลิปปินส์ (พฤษภาคม 2535) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 และ 7.5 ในเมือง Manay, Davao Oriental ห่างกัน 26 นาที...ปากีสถาน (ปี 2540) เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ Harnai ขนาด 7.0 ตามด้วย 6.8 ห่างกันเพียง 19 วินาที ซึ่งถูกใช้เป็นกรณีศึกษาหลักในการวิเคราะห์ “การซ้ำเติมโครงสร้างอาคาร”อีกครั้งที่ ฟิลิปปินส์ (ธันวาคม 2566) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ที่ Hinatuan ตามด้วยขนาด 6.8 ในอีก 2 วันถัดมา ส่วนเหตุการณ์อื่นๆที่มีบันทึกไว้ เช่น เหตุการณ์ที่โฮร มอซกาน (อิหร่าน) ปี 2564-2565 และเหตุการณ์ที่ฟุกุชิมะ (ญี่ปุ่น) และเหตุการณ์ที่ตุรกี-ซีเรีย (2566) ซึ่งเป็นการปลดปล่อยพลังงานของรอยเลื่อนที่เชื่อมต่อกันถามต่อไปอีกว่า...ทำไม “แผ่นดินไหวคู่” จึงอันตรายเป็นพิเศษ?คำตอบคือ...การซ้ำเติมโครงสร้าง อาคารที่ได้รับความเสียหายจากระลอกแรก (แม้จะยังไม่พัง) จะสูญเสียความแข็งแรงของโครงสร้างไปแล้ว เมื่อระลอกสองกระแทกซ้ำในเวลาที่โครงสร้างยังไม่ทันฟื้นตัว (หรืออาคารกำลังสั่นสะเทือนค้างอยู่) โอกาสที่จะพังถล่มลงมาอย่างราบคาบจึงสูงกว่าแผ่นดินไหวทั่วไปเสี่ยงวิกฤติการกู้ภัย เพราะ “หน่วยกู้ภัย” มักจะเริ่มปฏิบัติการทันทีหลังเหตุการณ์แรก การเกิดแผ่นดินไหวระลอกสองขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำงานอยู่ในซากอาคาร จึงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตทั้งผู้ประสบภัยและผู้กู้ภัยเอง ถึงตรงนี้...แม้โอกาสการเกิดแผ่นดินไหวคู่จะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกแผ่นดินไหว แต่สำหรับพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนขนาดใหญ่และซับซ้อน ความเสี่ยงนี้มีอยู่จริงและควรถูกนำมาพิจารณาในการออกแบบวิศวกรรมอาคารโดยเฉพาะในเขต “เมืองใหญ่” ที่ “อาคาร” มักจะมีความสูงและมีความไวต่อการสั่นสะเทือนแบบต่อเนื่องประเด็นสำคัญมีว่า...เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะที่เวเนซุเอลา แต่สามารถเกิดได้ในพื้นที่ที่มีลักษณะทางธรณีวิทยาคล้ายกัน หนึ่ง...รอยเลื่อนที่มีความต่อเนื่องสูง พื้นที่ที่มีรอยเลื่อนยาวและประกอบด้วยหลายส่วน เช่น รอยเลื่อนแซนแอนเดรอัส ในแคลิฟอร์เนีย หรือ รอยเลื่อนอนาโตเลีย ในตุรกี...มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวแบบต่อเนื่องในลักษณะนี้ได้ หากส่วนหนึ่งของรอยเลื่อนขยับตัว จะส่งแรงเค้นไปที่ส่วนที่เหลือจนเกิดการ “ล้มโดมิโน่”และ...บริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ” โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีรอยเลื่อนในเขตเมืองที่สามารถเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ตลอดเวลา ย้ำว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ “ไม่ได้เป็นเหตุบังเอิญ” แต่เป็นธรรมชาติของ “รอยเลื่อนขนาดใหญ่” ทั่วโลกสอง...รอยเลื่อนที่สะสมพลังงานใกล้ถึงขีดจำกัด รอยเลื่อนที่ไม่ได้ขยับตัวมาเป็นเวลานาน มักจะสะสมความเค้นมหาศาล เมื่อมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยหรือเกิดแผ่นดินไหวขนาดกลางก่อนหน้าก็อาจกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงตามมาได้ สถิติเชิงธรณีฟิสิกส์...นักธรณีวิทยาประมาณการว่า แผ่นดินไหวขนาดใหญ่กว่า 7.5 ประมาณ 1 ใน 5 อาจมีลักษณะเป็นคู่แฝด หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหวหลายครั้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในพื้นที่รอยเลื่อนเดียวกันหรือบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของเปลือกโลกในการปรับสมดุลความเค้นในระดับภูมิภาคเหตุการณ์ที่เวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างของการ “ปรับสมดุลเปลือกโลกแบบเฉียบพลัน” ในทางธรณีวิทยาถือเป็นเรื่องปกติแต่คาดการณ์ได้ยาก พื้นที่ที่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนตามแนวระดับ...ในเขตเมืองที่มีอาคารสูงหนาแน่นควรให้ความสำคัญกับการประเมินอาคารภายใต้แรงสั่นสะเทือนแบบดับเบิลช็อกมากขึ้นเพราะความเสียหายในลักษณะนี้ “รุนแรง” กว่า “แผ่นดินไหวเดี่ยว” หลายเท่า.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม