ความพ่ายแพ้ สองสนามเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้ว่าฯ กทม.และนายกเมืองพัทยา ของ พรรคประชาชน ส่งสัญญาณว่าความนิยมในอุดมการณ์ของพรรคประชาชน เสื่อมลง มากด้วย นายกฯเมืองพัทยา แชมป์เก่า ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ทายาทการเมืองบ้านใหญ่ รักษาตำแหน่งไว้ได้ด้วยคะแนน กว่า 19,319 คะแนน ขณะที่ อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร คู่แข่งจากพรรคสีส้มได้มาประมาณ 11,044 คะแนน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 8 หมื่นคน พอจะประเมินได้ว่า บ้านใหญ่ชลบุรี ได้รับความนิยมกลับมา และประชาชนให้ความสนใจการเลือกตั้งเมืองพัทยาลดลง เมื่อเอาคะแนนของผู้สมัครมารวมกันอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นคะแนน แสดงว่ามีจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำสนามผู้ว่าฯ กทม. ก็เช่นกัน แม้ พรรคประชาชน จะได้ ส.ก. มาประมาณ 22 คน น้อยกว่าเป้าที่ตั้งไว้เมื่อเทียบกับจำนวนสส.กทม.ของพรรคประชาชนที่กวาดหมดทุกเขต ในขณะที่กลุ่มคนทำงานได้ประมาณ 11 คน ประชาธิปัตย์ 8 คน กลุ่มเพื่อไทย 3 คน ผู้สมัครอิสระ 2 คน ถ้าจับมือกันได้ ก็จะมีสัดส่วน ส.ก.มากกว่าพรรคประชาชนผู้ว่าฯ กทม. อย่างไรเสียก็ต้องเป็น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อีกสมัยอยู่แล้ว ด้วยคะแนนกว่า 1.4 ล้านคะแนน เพราะคู่แข่งที่ส่งเข้าประกวด ไม่สูสีตั้งแต่ลงรับสมัคร แต่ที่ต้องวิเคราะห์จากพฤติกรกรรมทางการเมืองของคน กทม.คือผู้ชนะอันดับที่ 2 ด้วยคะแนนกว่า 2.8 แสนคะแนน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เอาชนะผู้สมัครจากค่ายส้ม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ไปนับเป็นแสนคะแนนซึ่งได้คะแนนมาเป็นที่ 3 ประมาณ 1.7 แสนคะแนนเท่านั้น น้อยกว่าเมื่อครั้งที่พรรคเคยส่ง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ลงสมัครด้วยซ้ำเพราะฉะนั้น พรรคประชาชน คงไม่ต้องไปหาคำแก้ตัวใดๆ การที่ไปทาบทาม สุรพล นิติไกรพจน์ นักวิชาการอดีตแนวร่วม กปปส.มาเป็นที่ปรึกษาก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง สาเหตุสำคัญจริงๆน่าจะอยู่ที่ตัวผู้สมัคร หัวหน้าพรรค และพรรคมากกว่า แนวร่วมตามธรรมชาติ ของพรรคประชาชนที่หายไปเป็นคำตอบที่ดีที่สุดการเปลี่ยนแปลงภายในของพรรคประชาชนแต่ละครั้ง ทำให้เห็นโครงสร้างที่แท้จริงของพรรคประชาชน เป็นระบบปิดมากกว่า ไม่ได้มีความหลากหลายตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้แนวทางและอุดมการณ์ทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้ามีข้อจำกัดมากมายอยู่ในสภาพการเมืองภาคบังคับความสำเร็จในอดีต มีลุงไม่มีเรา เป็นโอกาสของพรรคประชาชน จากที่การเมืองบังคับให้เลือกข้างระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ คนก็ต้องเลือกประชาธิปไตยอยู่แล้ว มีเทาไม่มีเรา เป็นคนละสถานการณ์ เป็นปรากฏการณ์ในช่วงหนึ่งของการเมืองระยะสั้นๆ วันนี้คนไทยเลิกพูดถึงเรื่องการเมืองสีเทา เพราะฉายไฟเข้าไปในพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ล้วนแต่หนีเรื่องเทาๆ ไม่พ้นเมื่อเป็นการเมืองภาคบังคับ โดยที่ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า ประชาชนจึงไม่มีหลักประกันว่า จะได้อนาคตที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ปัญหาฝนตกน้ำท่วม ปัญหาขยะ ปัญหาการจราจร ปัญหาการรักษาพยาบาลของคน กทม. และอื่นๆชาว กทม.ก็ยังไม่มีทางเลือกเหมือนเดิม.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม