สภาฯถกงบฯปี 70 วันแรก “เอกนิติ” อ้างจำเป็นจัดงบฯขาดดุล รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจฝ่าวิกฤติ “ไหม” ขย่มงบฯฝีแตก หั่นเหี้ยนงบลงทุน7 หมื่นล้าน รายจ่ายประจำพุ่งสวนทาง ชี้เป้า “AI” คือรหัสเอทีเอ็มใหม่ดูดงบฯเพิ่ม 2 เท่า “ภาคภูมิ” ขยี้ รมต.ลูกเทพแหกทุกกฎ ดีอีฟาดงบฯเพิ่ม 33.6 เปอร์เซ็นต์ กุม 1.36 หมื่นล้าน “อิสริยะ” ซัด “งบดิจิทัลพลัส” พุ่ง 28 เปอร์เซ็นต์ สูง 3.3 หมื่นล้าน ทุกกระทรวงลด เว้นดีอียึดงบฯดิจิทัลเพิ่ม 114 เปอร์เซ็นต์ จั่วหัวงบฯ AI ไส้ในเป็นงบฯก่อสร้างตึก อัดเงินทอนยุคดิจิทัลซุกในงบฯครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ 1.1 หมื่นล้าน “สุรเชษฐ์” สับงบฯสร้างถนนในมือ “พิพัฒน์” เฝ้าขุมทองทุนการเมือง 1.4 แสนล้าน ประเคนงาน 83 ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ท้าประกาศปีนี้งดเก็บค่าต๋ง-ไม่รับส่วย “มาร์ค” เฉ่งงบฯไร้อนาคต พึ่งแต่เงินกู้ “การดี” ฉะผลาญงบฯ AI ซ้ำซ้อน ไม่ตรงปก “ชัชชาติ” ทุบสถิติใหม่โกย 1.537 ล้านเสียง “ติ่ง มัลลิกา” คว้ากว่า 3 แสนเสียงที่ประชุมสภาฯพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระแรกวงเงิน 3.78 ล้านบาทวันแรก ฝ่ายรัฐบาลยืนยันจำเป็นต้องจัดงบฯแบบขาดดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจเต็มศักยภาพภายใต้วิกฤติพลังงานโลก ขณะที่ฝ่ายค้านรุมถล่มการจัดงบฯ AI เป็นรหัสใหม่อ้างเหตุของบฯ พร้อมตั้งงบฯกระจัดกระจายซ้ำซ้อน ไร้แผนหลักที่ชัดเจน“เอกนิติ” ห่วงไฟสงครามฉุด ศก.เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 29 มิ.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระแรกวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ชี้แจงรายละเอียดการของบฯปี 70 แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ที่ติดภารกิจอยู่ประเทศฝรั่งเศส นายเอกนิติแถลงว่า เศรษฐกิจปี 70 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 1.7-2.7 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง แรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบฯภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน แก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงสูงจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรับสถานะการคลัง ปท.เปราะบางนายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบฯขาดดุล รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจเต็มศักยภาพ ร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 70 จัดทำขึ้นท่ามกลางความท้าทาย 2 ประการคือ 1.การผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อราคาพลังงาน ยังมีวิกฤติปากท้องประชาชนที่ต้องดูแลต่อเนื่อง 2.สถานการณ์การคลังของรัฐ ในส่วนรายจ่ายประจำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลมีงบฯลงทุนลดลง ต้องดำเนินนโยบายแบบขาดดุลต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เข้าใกล้กรอบเพดานสาธารณะที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 ความเปราะบางทางการคลังเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ และความกังวลต่อความยั่งยืนการคลังระยะยาว ดังนั้นนโยบายการคลังระยะปานกลาง รัฐบาลจึงมุ่งฟื้นฟูสภาพการคลังประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ความโปร่งใสและเป็นรูปธรรม มีแนวทางปรับลดการขาดดุลการคลัง อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3 ภายในปี 72 ฟื้นฟูสภาพการคลังให้กลับสู่สภาวะแข็งแกร่งทุ่ม 6.98 แสนล้านประเคนงบกลางนายเอกนิติกล่าวว่า ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 70 ต้องทำหน้าที่ 2 ด้านพร้อมกันคือ ประคับประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรงขึ้นในอนาคต การจัดทำงบฯจึงมุ่งเน้นตอบโจทย์นโยบายสำคัญรัฐบาล 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านเศรษฐกิจ อาทิ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้มากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย ควบคู่สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัล AI พลังงานสะอาด 2.ด้านต่างประเทศและความมั่นคง เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก การเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน 3.ด้านสังคม อาทิ ให้ความสำคัญการลงทุนในทุนมนุษย์ ผ่านนโยบายการศึกษาเท่าเทียม พลัส 4.ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม อาทิ การสร้างการเติบโตคุณภาพ ควบคู่กับการเติบโตเชิงปริมาณ เปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 5.ด้านบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย อาทิ ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม งบฯปี 70 จำแนกตามกลุ่มรายจ่าย ดังนี้ งบกลาง 6.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 18.3% งบรายจ่ายหน่วยรับงบประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.4% งบจ่ายบูรณาการ 7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% งบรายจ่ายบุคลากร 8.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 22.5% งบรายทุนหมุนเวียน 2.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% และงบฯชดใช้เงินคงคลัง 7.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9%ให้คำมั่นใช้งบมีประสิทธิภาพนายเอกนิติกล่าวว่า ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบฯปี 70 มี 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 4.07 แสนล้านบาท เพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน สร้างความสามัคคีปองดอง แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 2.ยุทธศาสตร์สร้างความสามารถการแข่งขัน 3.48 แสนล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจ 3.ยุทธศาสตร์พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 6.11 แสนล้านบาทส่งเสริมให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ ขยายเครือข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างทั่วถึง 4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 9.6 แสนล้านบาท สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ 5.ยุทธศาสตร์สร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 1.37 แสนล้านบาท สร้างความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ 6.ยุทธศาสตร์ปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 6.76 แสนล้านบาท ยกระดับการบริการภาครัฐไปสู่ราชการทันสมัย รัฐบาลจะบริหารงบฯให้เป็นไปตามกฎหมายตามกรอบวินัยการคลังเคร่งครัดใช้เงินภาษีให้มีประสิทธิภาพมากสุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ“ศิริกัญญา” ซัดงบฯปี 70 ฝีแตกจากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า งบรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท จัดงบเพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท แม้งบเพิ่มไม่มากแต่ยังขาดดุลสูง รายจ่ายลงทุนถูกหั่น 70,000 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นสวนทาง โดยไม่สามารถปกปิดอำพรางได้ต่อไป แม้งบรายจ่ายปี 70 เพิ่มขึ้นแต่ 70% ของหน่วยงานต่างๆถูกตัดงบทั่วหน้า แต่ไปเพิ่มขึ้นที่งบกลาง ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากร เช่น งบบำเหน็จ บำนาญ สะท้อนอาการฝีแตกของแผลเรื้อรังงบฯไทยที่ถูกบ่มมาหลายปี โดยไม่คิดปฏิรูประบบการคลัง เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังการจัดเก็บรายได้ไม่พอ ขณะที่รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความหวังที่จะลดหนี้ห่างไกลไปเรื่อยๆ บางรายการไม่ควรเป็นงบลงทุนถูกระบุเป็นรายจ่ายลงทุน เช่น งบรายจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ 12,000 ล้านบาท ในงบกลางที่นำมาแจกประชาชนถูกนับเป็นงบลงทุน งบรายจ่ายลงทุนส่วนใหญ่ยังเป็นรายจ่ายการทำถนนAI รหัส ATM ใหม่ดูดงบได้เพิ่ม 2 เท่าน.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ส่วนงบฯที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง เช่น งบอาสาพยาบาล โฆษณาไว้จะเพิ่ม 10,000 อัตรา พลทหารอาสาโฆษณาจะรับ 1 แสนนาย แต่ในเล่มงบฯทำจริงแค่ 25,000 นาย เป็นนโยบายหาเสียงแต่ไม่สามารถทำได้ จะเห็นคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัส ATM ใหม่ของปี 70 ถ้ามีโครงการที่ชื่อว่า AI มาเกี่ยวข้องจะได้รับงบฯเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ ปีที่แล้วมีไม่ถึง 1,000 ล้านบาท ปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ได้ 2,000 ล้านบาท มี 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์ AI ปีนี้ไม่เจอ เพราะต่างคนต่างคิดจะทำ ไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่งบประกันสังคมที่ได้รับจัดสรรเพิ่มขึ้นเป็น 66,867 ล้านบาท แต่รัฐบาลยังค้างเงินสมทบอยู่ 48,000 ล้านบาท มีงบนำมาใช้หนี้จริงเพียง 1,400 ล้านบาท อยากทราบความชัดเจนแผนการใช้หนี้ค้างเงินสมทบเป็นอย่างไร งบฯปี 70 มีความไม่แน่นอน การระบุว่าเศรษฐกิจต้องโตเกิน 2.5% เงินเฟ้อต้องสูง 2.2% เดิมพันสูงมาก หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานจะอยู่ระดับสูง ระดับเงินเฟ้อจะอยู่ระดับสูงต่อไป หนี้สาธารณะจะทะลุ 70% ทันที ต้องมาลุ้นจะกระทบการจัดลำดับความน่าเชื่อถือประเทศหรือไม่บี้นายกฯ เร่งแก้งบฯฝีแตกเสี่ยงทุจริตน.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ภาพรวมงบปี 70 สะท้อนปัญหาตั้งแต่รายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น รายจ่ายลงทุนถูกตัด ต้องการนายกฯ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจและ รมว.คลัง ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่แค่พูดว่ารักษาวินัยการคลัง ต้องเสนอแนวทางเป็นรูปธรรม นำไทยออกจากวิกฤติแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกในปัจจุบัน แต่งบฯปี 70 ยังไม่เห็นจะนำประเทศนี้ออกจากวิกฤติได้อย่างไร ต้องพิจารณาภาษีประชาชนให้ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า ไม่ให้รั่วไหลจากความสุ่มเสี่ยงทุจริต หรือเรียกรับผลประโยชน์ แม้ภาษีเก็บได้น้อยลง แต่ต้องใช้ให้คุ้มค่าขยี้ดีอีลูกเทพแหกทุกกฎซดงบฯอื้อนายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายว่า งบที่เติบโตก้าวกระโดดคือ กระทรวงดีอีได้เพิ่มขึ้น 33.6% และกระทรวงการคลังเพิ่มขึ้น 11.6% กระทรวงดีอีได้งบ 13,625 ล้านบาท ได้งบเพิ่มแบบแหกทุกกฎเกณฑ์ สมเป็นกระทรวงลูกเทพ แม้เห็นด้วยกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี แต่อยากให้คุ้มค่า จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ไม่ซ้ำรอยโครงการ TH-AI Passport ได้งบเพิ่มเพราะเห็นว่ากระทรวงสำคัญ หรือมีคนสำคัญมาคุม ส่วนงบฯที่ถูกตัดออก มีทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม 17% คมนาคม 11% และเกษตรฯ 7.1% โดนตัดงบฯขนาดนี้รัฐบาลต้องให้คำตอบจะผลิตเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร และยังปรับลดงบฯจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เหลือเพียง 4,200 ล้านบาท ลดลงกว่างบปี 69 กว่า 26,000 ล้านบาท หรือ 83% ไม่ใช่ปรับลดงบตามปกติ แต่รื้อโครงสร้างกระจายอำนาจด้านงบฯ ดึงเม็ดเงินกลับสู่ส่วนกลาง หลายจังหวัดสูญเสียโอกาสพัฒนาแก้ปัญหาในพื้นที่ งบกลุ่มจังหวัดถูกตัด ไม่รู้ว่าในอนาคตจังหวัดใดจะมีเรื่องเดือดร้อน ถ้าผู้ว่าฯไม่มีงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต้องไปง้องบกลาง หวังว่านายกฯจะจัดสรรงบลงจังหวัดให้เสมอภาคเท่าเทียม หากไม่ใช่จังหวัดฉัน หรือเป็นสีนี้แล้วไม่ให้ อย่าได้ทำ“มาร์ค” ฉะงบไร้อนาคตรีดภาษีวืดพึ่งเงินกู้ต่อมาเวลา 11.22 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า งบฯปี 70 มองไม่เห็นอนาคต ทั้งโครงสร้างงบฯที่จัดเก็บรายได้ทั้งหมดมีเพียงพอสำหรับงบประจำกับการใช้หนี้เท่านั้น เกือบทุกบาทที่เป็นงบฯลงทุน ต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้ ชี้ให้เห็นศักยภาพการจัดเก็บภาษีอากรและการหารายได้ทำได้แค่ประคับประคองสิ่งที่มีอยู่ และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต ภาษีอากรเทียบกับ GDP ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 14.6 ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งที่ความต้องการระบบสวัสดิการสูงขึ้นทุกวัน ถึงเวลาต้องปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถดูแลความต้องการประชาชนได้ มีเพียงบุคลากรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 งบเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.6 ต้องลดลงเฉียบพลันคืองบลงทุนคือ -13.1% ทุกบาททุก สต.ที่ลงทุนต้องไปกู้มาแล้ว แทบไม่มีโครงการอะไรใหม่ๆ ความคาดหวังพี่น้องหาดใหญ่ ป้องกันภัยพิบัติไม่ปรากฏ ไม่ต้องพูดถึงการลงทุนวางรากฐานระยะยาว โครงการร่วมทุนกับเอกชนไม่เห็นโครงการอะไรคืบหน้า นอกจากพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่าแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท ประเทศและงบจะติดหล่มยาวถ้าไม่สะสาง ปัญหาใหญ่มากมีงบฯบานปลายตลอดเวลาหนี้สาธารณะทะลุ 70% อีก 5 ปีทะลุ 80%นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า งบที่เพิ่มขึ้นเป็นงบบุคลากร ที่เรายังไม่ยอมเผชิญความเป็นจริง เช่น ยอดเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท ไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 390,000 ล้านไปแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในระบบภาครัฐตั้งไว้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุ 100,000 ล้านบาทไปแล้ว และงบฯหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปีนี้ต้องเพิ่มไปเป็นกว่า 214,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอรัฐบาลจะแก้อย่างไร หนี้สาธารณะในเอกสารระบุร้อยละ 66.4 แต่ถ้าศาลอนุญาตให้กู้ 400,000 ล้านเต็มจำนวนจะสูงไปถึงประมาณร้อยละ 69 ความจริงรัฐติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐ ตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง รัฐต้องใช้ ธ.ก.ส.และหน่วยงานต่างๆ แล้วรัฐต้องใช้หนี้คืน มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท รวมตัวหนี้วันนี้มันทะลุร้อยละ 70 แล้ว ถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า ในที่สุดหนี้สาธารณะ ไม่ใช่แค่ทะลุเพดานร้อยละ 70 แต่มีโอกาสวิ่งเข้าไปถึงร้อยละ 80 ถึงร้อยละ 90 ภายใน 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า จึงมองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่กล้าหาญพอจะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ทำให้งบฯกลับมามีพื้นที่สร้างอนาคตให้ประเทศไทยได้ นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่กระทรวง ทบวง กรมส่วนใหญ่ได้รับเงินงบฯลดลง มีแต่กระทรวงดีอี โด่งดังได้งบฯเพิ่มขึ้น แต่มองไม่เห็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้แท้จริงอย่างไร งบอีกหลายกระทรวงที่ใส่ชื่อ AI เข้าไป วิ่งตามกระแส แต่ปราศจากความชัดเจนว่าไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร ไม่ได้เห็นทั้ง 5 T ไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า ไม่เห็นงบฐานศูนย์แท้จริงเลย จึงมองไม่เห็นอนาคต“เสรีพิศุทธ์” ท้า “โสภณ” สาบานไม่เอียงต่อมาเวลา 11.30 น. ระหว่างที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ขึ้นอภิปรายบรรยากาศคุกรุ่น เมื่อพาดพิงนายอนุทินที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว.ปี 67 ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท.ประท้วงอภิปรายนอกประเด็น จนนายโสภณเตือนให้อภิปรายในประเด็น แต่ถูกโต้แย้งว่าต้องการอภิปรายถึงพฤติกรรมในอดีตที่มีผลกระทบต่องบรายจ่ายปี 70 ถ้าไปทุจริตคดโกงจะบริหารประเทศได้อย่างไร ทำให้ สส.ภท.ประท้วงต่อเนื่อง แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ยังอภิปรายต่อว่านายกฯไม่สุจริตฮั้วเลือกสว.และการเลือกตั้ง สส.ปี 69 โยกย้ายข้าราชการมากมาย ทำให้ สส.ภท.ประท้วงตลอดเวลา จน สส. ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านตอบโต้กันไปมา นายโสภณเตือนแต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตอบโต้ว่าเข้าใจดีว่าทั้งคนประท้วงและประธานสภาฯอยู่ฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่าการตัดสินไม่เป็นกลาง นายโสภณจึงปิดไมค์พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ทันทีโต้กลับว่า ยอมไม่ได้ที่มากล่าวหาประธานไม่เป็นกลาง ใช้ความรู้สึกกล่าวหาลอยๆ ไม่ได้ พร้อมสั่งให้ถอนคำพูด แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์สวนกลับว่า แล้วเป็นจริงหรือไม่ ท้าให้สาบานกลางสภาฯว่าไม่ได้เป็น ทำให้นายโสภณกล่าวว่า พูดแบบนี้เลยเถิดไปแล้ว ใช้คำพูดก้าวล่วงการทำหน้าที่ประธาน ถ้ายังใช้กิริยาไม่สุภาพ ผิดข้อบังคับ จะให้ยุติอภิปราย ทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่ขออภิปรายต่อ แล้วไปเปิดแถลงข่าวย้ำว่าประธานสภาฯเอนเอียง“การดี” ฉะผลาญงบ AI ซ้ำซ้อนไม่ตรงปกต่อมาเวลา 13.05 น.นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชป.อภิปรายว่า ร่างงบฯฉบับนี้กำลังเป็นงบฯไร้อนาคตอาจทำให้ไทยตกขบวนเทคโนโลยีโลก ขาดวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชัดเจน เพราะ 1.ทำงบฯกระจัดกระจายซ้ำซ้อน กระทรวงดีอีได้รับงบฯ 13,625 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนถึง 30% ร้อยละ 0.36 ของงบทั้งประเทศ แต่กว่าร้อยละ 65 กระจุกตัวอยู่ในโครงการระบบ Cloud ภาครัฐ (GDCC) ตั้งงบฯไว้ถึง 5,000 ล้านบาท ซ้ำซ้อนกระทรวงอื่น ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณสุขและ อว.ที่แยกเช่าระบบ Cloud แต่ละกระทรวงอีก 55 โครงการกว่า 1,530 ล้านบาท ขณะที่ตั้งงบฯด้านไอทีภาพรวมทั้งประเทศไว้ถึง 51,000 ล้านบาทโดยไม่มีพิมพ์เขียวหรือโรดแม็ปชัดเจน สะท้อนผู้บริหารแต่กระทรวงทำหน้าที่เสมือนแค่ “หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ” มากกว่าผู้กำหนดกลยุทธ์ประเทศ 2.งบฯ AI ติดป้ายปลอม-ไม่ตรงปก จากการตรวจสอบงบฯ ที่ใช้คำว่า“ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” 2,583 ล้านบาทรวม 198 รายการ ใน 91 หน่วยงาน กว่าร้อยละ 90 ระบุเป็นงบฯลงทุน แต่เจาะลึกเนื้อหากลับนำเงินไปใช้สร้างห้องเรียน-ซื้อครุภัณฑ์และสร้างอาคาร ไม่ใช่การลงทุนสร้างผลสัมฤทธิ์หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แท้จริง แค่แปะป้ายขออนุมัติใช้งบฯโดยไม่มีการวัดค่า 3.เสี่ยงนำพาประเทศตกขบวนโลก ไม่มีคำตอบชัดเจน 5 ด้านหลัก โครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ ข้อมูลสำหรับ Train AI การต่อยอดสู่ภาคเอกชน การยกระดับทักษะแรงงานและธรรมาภิบาล AI (AI Governance)ไร้แผนหลักข้อมูลไหลถึงทุนต่างชาติ“ขอเตือนว่าหากยังไม่มีการวางรากฐานที่ดี ประเทศไทยจะประสบปัญหาซ้ำรอยวิกฤติ E-Commerce ต่างชาติที่เข้ามาทำลายโครงสร้าง SME ไทยและภายใน 3 ปีข้างหน้า ข้อมูลความมั่นคงและเทคโนโลยี AI ของประเทศจะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติทั้งหมด จนคนไทยไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ใดได้เลย ถ้าวันนี้เราไม่วางโครงสร้างพื้นฐานและยุทธศาสตร์ที่ดี บทเรียนจาก E-Commerce จะกลับมาหลอกหลอนเราเรื่อยๆ จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันทบทวนและแก้ไข เพื่อเปลี่ยนงบประมาณไร้อนาคตฉบับนี้ ให้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน” นางการดีกล่าวปูดยัดไส้งบ AI ในงบก่อสร้างตึกต่อมาเวลา 15.00 น. นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า ขอเรียกงบฯ ปี 70 ว่า งบดิจิทัลพลัส เพราะมีตัวเลขรวมกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี 69 ถึง 28% ภาพรวมงบปี 70 ทุกกระทรวงถูกลดลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงดีอีที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น 114% เพราะมีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ ในแผนงบฯปี 70 มีงบแปะชื่อ AI 81 หน่วยงาน 176 โครงการ วงเงิน 2,200 ล้านบาท ถ้าโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนคำว่า Soft Power ในอดีต โครงการเกี่ยวกับ AI 176 โครงการบางโครงการจั่วหัวเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เป็นงบสร้างอาคาร ใหญ่สุดวงเงิน 164 ล้านบาท เป็นงบสร้างตึก ม.มหิดล แต่มีคำว่าปัญญาประดิษฐ์ต่อท้าย ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการยาว 4 บรรทัดคือโครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชนฯซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัลนายอิสริยะกล่าวว่า ส่วนงบฯด้านดิจิทัลก้อนใหญ่สุดคือครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์มี 254 หน่วยงาน ซื้อคอมพิวเตอร์วงเงิน 11,000 ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของงบดิจิทัลทั้งหมด รัฐสภาขอเงินค่าไอทีรวมกันทั้งฝั่งสภาฯและวุฒิสภามากกว่า 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศ สังเกตดูบริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งานโครงการ TH-AI Passport รัฐบาลในอดีตมีวิธีคอร์รัปชันผ่านโครงการก่อสร้างเพราะหาเงินทอนง่าย แต่รัฐบาลยุคใหม่หาขุมทรัพย์ใหม่คืองบดิจิทัล หาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจน ฝากรัฐบาลให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพประเทศ ถ้าไม่รู้จะทำเรื่องดิจิทัลอย่างไรให้มาถามหัวหน้าเท้งได้ พรรค ปชน.มีคนดิจิทัลเยอะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรีปชน.ปูด 83 ผู้รับเหมาชั้นพิเศษนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า งบลงทุนในรายจ่ายปี 70 ต่ำมากแค่ 13% ลดลง 13% เทียบกับงบฯปี 69 งบลงทุนอันดับ 1 สร้างถนน มี 99.2% ของกระทรวงคมนาคม อยู่ในมือนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม มูลค่า 142,956 ล้านบาท เป็นขุมทรัพย์ทุนการเมืองสำคัญของรัฐบาลทุกสมัย รัฐมนตรีสายดาร์กมักได้ครองเก้าอี้นี้ เพราะมีค่าต๋งเป็นขุมทองให้พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการก่อสร้างกำลังใกล้ตาย แต่มีคนกลุ่มหนึ่งกินหรูอยู่สบายคือผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนสาขางานก่อสร้างทางและสะพานพิเศษ หรือผู้รับเหมาชั้นพิเศษ มี 83 ราย นายกฯทราบเรื่องนี้ดีเพราะเป็นคนในวงการ บริษัทครอบครัวนายกฯเป็น 1 ใน 83 ราย ทราบดีว่าความพิเศษคืออะไร แวดวงชั้นพิเศษมักได้โครงการตลอดปี 69 มี 69 โครงการและปี 70 มีอีก 70 โครงการใหม่ แม้ปีนี้งบลงทุนน้อยแต่ชนชั้นพิเศษมี 70โครงการที่ได้งบไปแบ่งกัน 8,385 ล้านบาท และสร้างภาระผูกพันปีต่อๆไปอีก 51,846 ล้านบาท เค้กก้อนใหญ่นี้จัดให้ชนชั้นพิเศษเท่านั้น หน่วยงานมีหน้าที่ประเคนเค้กให้ชนชั้นพิเศษเพียงพอต่อการแบ่ง หากไม่พอแบ่ง อธิบดีมีโอกาสโดนเด้งท้า “พิพัฒน์” ประกาศปีนี้ไม่รับส่วยนายสุรเชษฐ์กล่าวว่า ด้วยความที่ปีนี้งบลงทุนน้อย จึงมีการเบี้ยวเกณฑ์ ปรับเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบฯจากเดิมต้องได้รับการจัดสรรงบในปีแรกไม่ต่ำกว่าร้อยละ15 ของวงเงินรายจ่ายทั้งหมด เหลือร้อยละ 10 มี 10 โครงการไม่ทำตามระเบียบ แอบลดงบปีแรกเหลือ 10% เป็นงานของชั้นพิเศษล้วน เชื่อว่าจะมีการใช้มติ ครม.ทำให้การเบี้ยวเกณฑ์เป็นเรื่องถูกต้อง หัวโต๊ะ ครม.เป็นดีเอ็นเอของชั้นพิเศษ เหตุใดจะไม่ช่วยกัน คำถามคือใครเป็นคนเบี้ยวเกณฑ์ สำนักงบฯ กรมทางหลวง หรือฝ่ายการเมือง หรือ 3 ฝ่ายร่วมกัน ฝากข้าราชการอย่าเสี่ยงตายเบี้ยวเกณฑ์เพื่อชนชั้นพิเศษ ควรเลิกกีดกันปล่อยให้การแข่งขันที่แท้จริงในชั้นพิเศษ คนที่รวยไม่ใช่ ผู้รับเหมา แต่เป็นคนเก็บค่าต๋ง อยากให้นายพิพัฒน์ประกาศกลางสภาว่า ปีนี้งดรับค่าต๋ง ไม่เก็บส่วย ห้ามใครเอาชื่อไปแอบอ้าง อย่าพูดเหมือนตอนพบผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 ที่บอก ถ้าผ่านวิกฤติไปได้ พวกเราจะเสวยสุขไปพร้อมๆกัน ทุกวันนี้ท่านก็รวยไม่ไหวแล้ว ควรพูดว่าจะยกเลิกส่วยก่อสร้าง ไม่ต้องจ่ายทีมหนู ทีมเนอีกต่อไปรบ.รับงบ 70 ไม่ตอบโจทย์ชวนช่วยกันแก้ ต่อมาเวลา 18.20 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า ได้หารือกับ รมว.คลังเห็นปัญหาไม่ต่างจากที่ สส.อภิปราย หากจัดโครงสร้างงบฯแบบเดิม อีก 2-3 ปีประเทศอยู่ไม่ได้ รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทางคือ 1.ทำงบแบบเดิมๆ เงินไม่พอใช้วิธีกู้เพิ่ม 2.แก้ไขที่โครงสร้าง ยอมรับไม่สามารถจัดงบปี 70 ได้สมบูรณ์แบบ แต่พยายามปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด ยอมเจ็บ หากไม่เจ็บปีนี้ ปีหน้า ปีถัดไปก็เจ็บเหมือนกัน ขณะที่งบประจำเพิ่มขึ้น งบลงทุนลดลง ถึงเวลาเดินหน้าแก้ไขโครงสร้างงบฯ หลังอภิปรายได้ไปหา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรค ปชน. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.พรรค ปชป.เห็นด้วยและเห็นภาพเดียวกัน ถึงเวลาที่รัฐบาล ฝ่ายค้าน เอกชน หน่วยราชการต้องตอบโจทย์ร่วมกันเพื่อทำโครงสร้างงบฯใหม่ โครงสร้างแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศ ความต้องการประชาชน รัฐบาลอยากแก้ปัญหาแต่งบจำกัดบีบรัฐบาลทำให้ทำไม่ได้ ขอให้ช่วยคิดการจัดเก็บงบฯที่ตอบโจทย์ประเทศ ไม่ใช่ช่วยรัฐบาล แต่ช่วยประเทศให้มีโครงสร้างงบประมาณสมบูรณ์ ตอบโจทย์ประเทศ หลังวันที่ 1 ก.ค. ที่อภิปรายลงมติวาระแรกไปสู่ขั้นตอนตั้ง กมธ.ขอชวนให้ช่วยกันตัดลดงบฯไม่จำเป็นมากที่สุด นำเงินที่ตัดได้ให้หน่วยงาน โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 เช่น งบวิจัย เป็นต้นพท.มีร่าง รธน.ใหม่แล้วรอรวมชื่อที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พท. กล่าวถึงความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญของพรรคว่า เรามีร่างใหม่แล้วรายชื่อสส.สนับสนุน 1-2 คน จะประสานขอความร่วมมือสส.พรรคอื่นลงชื่อให้ครบ เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณา คาดว่าคงเป็นสมัยประชุมหน้า ยังมีเวลามากเพียงพอดําเนินการต่างๆ ยืนยันว่าจะเข้าทันวาระการพิจารณาในรัฐสภาแน่นอน เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าพรรคพท.เสียงแตกปม ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง 100% นายจุลพันธ์กล่าวว่า เป็นอย่างนี้ทุกพรรค อย่าไปคิดว่าทุกคนต้องคิดเหมือนกัน เป็นปกติที่มีความเห็นแตกต่างหลากหลาย แต่สุดท้ายทุกคนยึดมั่นมติที่ประชุมพรรค พร้อมจะปฏิบัติตาม รายละเอียดได้มอบหมายให้นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อเป็นผู้ชี้แจง“ทรงศักดิ์” ยัน 2 น.เห็นต่างเป็นธรรมดาที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ แกนนำพรรค ภท. กล่าวถึงกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. ระบุศึกในกระทรวงมหาดไทยเป็นความขัดแย้งระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ว่า เป็นเพียงข่าวเท่าที่ดูก็ไม่มีอะไร นายเนวินเป็นลูกพี่ลูกน้องกับตนไม่มีอะไร คนพยายามเอาข่าวมาพูดถึงความขัดแย้ง ความคิดเห็นคนไม่มีใครคิดตรงกันทุกเรื่อง มีความเห็นแตกต่างกันบ้างแต่ไม่ใช่ความขัดแย้ง การจะเอาความเห็นแตกต่างกัน แล้วมาบอกว่าเป็นความขัดแย้งเริ่มไม่ลงรอยกันยืนยันว่าไม่มี ที่ว่าคล้ายกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรณ อดีตรองนายกฯ เขาเพียงแต่เปรียบเทียบเฉยๆ จริงๆไม่ใช่ คนละวัยกัน เมื่อถามว่าเหมือนสีน้ำเงินขัดแย้งกันเองภายใน นายทรงศักดิ์ย้อนถามว่าสีน้ำเงินคืออะไร ไม่มีอะไร แต่การเมืองเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่มีข่าวเลยคนก็ไม่ได้สนใจการเมือง เป็นเพียงข่าวหนึ่งที่ผู้คนสนใจติดตามเท่านั้น ก็ดีเหมือนกัน“พลพีร์” ลุยจัดระเบียบภูเก็ตอีกรอบนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึง ความคืบหน้าการเร่งรัดจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวจ.ภูเก็ต ว่า มี 159 บริษัทที่เป็นนอมินีเข้าสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว ดำเนินคดีแล้ว 39 บริษัท บังคับจำหน่ายไปแล้ว 34 บริษัท นอกจากนี้ยังมีอีกประมาณ 200 บริษัท จะเข้าคณะกรรมการตรวจสอบต่อไป คาดว่า 2-3 ก.ค.จะมีการแถลงข่าวร่วมกับกรมที่ดิน อีกประมาณ 2 สัปดาห์ ตนกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย จะลงไป จ.ภูเก็ตอีกรอบ ใบอนุญาตประกอบการธุรกิจโรงแรม จ.ภูเก็ตออกใบรับรองการบริการโรงแรมปีละประมาณ 40 ใบ แต่ด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงาน เฉพาะ 10 วันที่ผ่านมาหลังลงพื้นที่ ออกได้ประมาณ 45 ใบ ชี้ให้เห็นว่าเราอยากช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรม และผู้ประกอบการภายใน จ.ภูเก็ตดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย จะได้ขจัดเรื่องกุ๊ย เรื่องส่วย ผู้ที่อยากประกอบธุรกิจโดยสุจริต ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอีกแล้วกทม.จี้ทุกพรรครีบเก็บป้ายหาเสียงวันเดียวกัน นายวรชล ถาวรพงษ์ รอง ผอ.สำนักเทศกิจ กล่าวว่า สำนักเทศกิจ กทม. ขอความร่วมมือผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทุกคน เร่งจัดเก็บป้ายหาเสียงภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เนื่องจากยังคงพบป้ายหาเสียงของผู้สมัครจำนวนมากติดตั้งอยู่ตามถนน ทางเท้าและพื้นที่สาธารณะในหลายจุด จึงต้องเร่งคืนความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสวยงามให้กับพื้นที่สาธารณะทั่วกรุงเทพฯ อีกทั้งขอให้มาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี ปลูกฝังจิตสำนึกการรับผิดชอบต่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมและคนรุ่นต่อไป“ชัชชาติ” ทุบสถิติ 1,537,784 คะแนนผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครออกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ดังนี้ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อ 4,428,644 คน จำนวนผู้ที่มาแสดงตนขอรับบัตรเลือกตั้ง 2,338,098 คน จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ได้รับมาทั้งหมด 4,434,530 บัตร บัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนน 2,338,098 บัตร บัตรดี 2,263,608 บัตร บัตรเสีย 22,020 บัตร บัตรที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 52,470 บัตร บัตรเลือกตั้งที่เหลือ 2,096,432 บัตร มีผู้มาใช้สิทธิคิดเป็นร้อยละ 52.79ผลการนับคะแนนเรียงตามลำดับผู้ได้รับคะแนนสูงสุด ดังนี้ 1.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 1,537,784 คะแนน 2.นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 304,494 คะแนน 3.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 188,144 คะแนน 4.นายอนุชา บูรพชัยศรี 106,739 คะแนน 5.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี 47,728 คะแนน 6.นายสมัย ละเลิศ 19,695 คะแนน 7.นายประทีป วัชรโชคเกษม 14,722 คะแนน 8.นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ 12,295 คะแนน 9.พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช 8,079 คะแนน 10.นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ 4,412 คะแนน 11.นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล 4,232 คะแนน 12.นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล 3,689 คะแนน 13.นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ 3,641 คะแนน 14.นายประยูร ครองยศ 2,223 คะแนน 15.นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล 1,846 คะแนน 16.น.ส.ศรีรัฏน์ ช่างเพ็ชร์ 1,617 คะแนน 17.นายสมชัย เจริญวรเกียรติ 1,298 คะแนน 18.น.ส.ลลนา มงคลหัสดินทร์ 970 คะแนนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่