ตามที่ สส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อร้องผ่านประธานรัฐสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤติด้านพลังงาน โดยเฉพาะในส่วนเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งโดยศาลฯ ได้รับคำร้องไว้พิจารณา และเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ศาลฯได้มีคำสั่งว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้บุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลฯกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลฯภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลฯต่อไปทั้งนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ระบุว่า รัฐบาลไม่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม เพราะส่งคำชี้แจงไปหมดแล้ว ศาลฯคงให้ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเพิ่มเติม จากนั้นศาลฯจะประชุมเพื่อมีมติ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กังวล เพราะมั่นใจว่าสถานการณ์ขณะนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ จึงต้องใช้วิธีกู้เงินอย่างไรก็ตาม ในห้วงที่รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องการออกพ.ร.ก.กู้เงิน ทาง สส.ฝ่ายค้านได้เสนอญัตติขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดย สส.หลายคนได้อภิปรายถึงความจำเป็นที่ต้องมีคณะกรรมาธิการฯ มาติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าวโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ว่ารัฐบาลใช้วิธีลักไก่ ออก พ.ร.ก.เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะเงินกู้เพื่อใช้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงข้ออ้าง เลี่ยงการตรวจสอบของสภาฯโดยอาศัยช่วงวิกฤติ หวังที่จะล็อกสเปกโครงการต่างๆ เพื่อหวังเงินทอนหรือไม่ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า สภาฯ ไม่มีโอกาสกลั่นกรองโครงการตามพ.ร.ก.นี้แม้แต่โครงการเดียว ฝ่ายค้านเชื่อว่าการออก พ.ร.ก.ไม่สอดคล้องเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นวิกฤติที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ แต่ไปตัดสินใจกู้เงิน ทำให้คนไทยมีหนี้ 4 แสนล้าน จึงต้องตั้ง กมธ.ตรวจสอบอย่างจริงจังซึ่งในที่สุด ที่ประชุมสภาฯมีมติให้ ตั้ง กมธ.ติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุ ประสงค์ และเกิดความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบฯ เงินกู้ครั้งนี้ ดังนั้นไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงินออกมาอย่างไร ไฟเขียวปล่อยผ่านหรือไม่ก็ตาม ก็ยังเบาใจได้ว่า สภาฯจะติดตามตรวจสอบอย่างเข้มข้น.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม