เราพอรู้เรื่อง ชีวิตพิสดาร ผู้ขับขานเพลงขอทาน ยอดล้านวิว ของ ป้าสำอาง วณิพกพเนจร (เอนก นาวิกมูล เขียน แสงดาว พิมพ์ พ.ศ.2569) กันบ้างแล้วแต่ชีวิตพิสดาร...ของป้า...อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้...หากไม่ได้วิชา แลกชีวิต จากตาฤกษ์ ขอทานเรือเร่...ที่ให้บังเอิญไปจอดเรือหลังวัดบางน้อย อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม...หัวค่ำคืนนั้น (พ.ศ.2471)ทารกอายุขวบกว่าถูกทิ้งให้นอนเดียวดายบนศาลาปรก (ศาลาไว้ศพ) แม่เด็กชื่อเลี่ยม กลับจากดูลิเกงานวัด แวะมาดู ตาฤกษ์ซุ่มดูอยู่ก่อน จึงได้ช่องเข้าไปเลียบๆเคียงๆถาม “เด็กยังไม่ทันจะตาย ทำไมถึงเอามาทิ้งเสียล่ะ”คำตอบจากแม่แม่แท้ๆ “ฮื้อ! มันจะตายอยู่แล้ว เมื่อแกอยากได้ ก็เอาไปสิ ฉันให้แก”อารมณ์นี้ เอนก นาวิกมูล บอกว่า ตาฤกษ์เล่าให้ป้าสำอางฟัง ตอนโตพอรู้ความภายหลัง ตาฤกษ์ละล้าละลังเดินกลับไปลงเรือ หารือยายแหวนผู้เป็นเมีย แล้วก็ได้รับคำแนะนำไปเอาเด็กมาดื้อๆยังไม่ได้ ต้องไปขุดดินข้างคลอง ปั้นตุ๊กตาไปแลกกับผี (ตามความเชื่อ)ตาฤกษ์ปั้นตุ๊กตาแล้วเอาไปวางข้างตัวเด็ก พึมพำบอกผีสางนางไม้“นี่ลูกของมึง–คนตาย มึงเอาไว้นะ คนเป็นกูขอ นี่ลูกของกู กูจะเอาไปรักษา”อุ้มเด็กไปถึงเรือ เด็กหายใจรวยริน ตาฤกษ์บอกกับยายแหวน “ขาตะไกรมันแข็ง อ้าปากไม่ออก” แล้วก็ใช้วิชาหมอที่สืบทอดมาแต่ปู่ย่า เอาปรอทที่มีอยู่ติดเรือ รอ (จ่อ) ที่ปาก แล้วกรอกยาตามขณะมือทำปากก็บอกยายแหวนให้ต้มข้าวต้มรอ พอข้าวบานก็ตีจนเละแล้วเอามาป้อนให้เด็กทีละน้อยๆ“ฉันกินเข้าไปตั้งชามเจ๊กแน่ะ!” ป้าสำอางเล่าเองจากความจำ พ่อบอกแม่ว่า “มันไม่ตายแล้วล่ะ!” แล้วพ่อก็ยังสวดคาถาชยันโตช่วย...” ป้าเล่าสำทับว่า คงเป็นเพราะวาสนาเคยอุปถัมภ์กันมามั้ง ฉันจึงหายวันหายคืน”รอดมาเพราะพ่อแลกชีวิตกับผีจนอายุ 3 ขวบกว่า ป้าสำอางก็ยังเจ็บออดๆแอดๆ หลังพ่อแม่แจวเรือพาไปถวายเป็นลูกช้าง หลวงพ่อโสธรแล้ว ก็ดีขึ้นอยู่นานอายุ 4 ขวบกว่า เด็กสำอางก็มีปัญหาตาโปนข้างหนึ่ง โรคนี้ชาวบ้านเรียก” เกล็ดกระดี่ขึ้นตา” สภาพร่างกายที่ผอมแห้งที่เรียกว่า เป็นตานขโมยอยู่แล้ว ซ้ำเติมด้วยความปวดตาจนทนไม่ไหวตาฤกษ์ผู้พ่อ ใช้วิชาหมอโบราณจับแมลงสาบตัวที่มีปีก คือตัวผู้มาตีให้ตาย แล้วปิ้งบนไฟหัวตะเกียงรั้ว พอสุกแล้ว กลิ่นมันหอมดี (ป้าสำอางเล่าเอง) เด็กก็กินสาบปิ้งเข้าไปหลายสิบตัวแต่แมลงสาบไม่ใช่ยารักษาจริง ช่วยอะไรไม่ได้มาก เด็กสำอางก็ร้องครวญคราง ช่วงเวลาหนึ่งตาฤกษ์ที่รักแกมากไม่อยู่ ยายแหวนทนรำคาญไม่ไหว จับเด็กสำอางไปหักแขนด้วยความโกรธแขนข้างที่ถูกแม่หักตอนนั้นออกอาการทำให้แขนแกอ่อน ยกของหนักไม่ได้มาจนแก่ลงท้ายตาฤกษ์พาเด็กสำอางเข้ามารักษาตาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ กรุงเทพฯ แต่อาการหนักหนาหมอรักษาไม่อยู่ ตาข้างนั้นก็ค่อยๆมืดๆมัวๆลงไปจนบอดสนิทไปทั้งข้าง พออายุ 11-12 ปี ก็บอดอีกข้างป้าสำอางตาบอดสนิทสองข้าง แต่ถูกชดเชยด้วยความแกร่งกล้าวิทยายุทธ์ ร้องเพลงขอทานคงอยู่ยืนยงต่อมา ให้เป็นชีวิตที่มีต้นทุนแพง แม่เลี่ยมเคยกลับมาขอเป็นแม่ป้าเล่าให้เอนก นาวิกมูล อย่างเปิดเผยไม่อำพราง ก่อนถึงวันตายเมื่ออายุ 71 ปี มีเหตุมีผลจำเพาะเจาะจงให้ต้องอิงอาศัยกันและกัน ป้าสำอางเจ้าของชีวิตพิสดารไม่เคยเหงาเดียวดาย ทำสถิติมีผัวสี่คนเรื่องราวชีวิตเล็กๆของป้าสำอาง ที่เอนก นาวิกมูล ใช้คำว่าบรรจงเรียบเรียง สำหรับผมเป็นมหากาพย์ฉบับใหญ่... ใครจะคิด...ชีวิตมนุษย์ที่เริ่มต้นต่ำกว่าศูนย์ ถูกทิ้งให้ตาย...จะเติบใหญ่ เย้ยฟ้าท้าดิน ให้รู้จักกันได้ทั่วบ้านเมืองยังมีเรื่องเล่า...ระดับ ไม่น่าเชื่อ...ในหนังสือป้าสำอางวณิพกพเนจรอีกมากมาย ผมตั้งใจจะเอามาเล่าต่อไปอีก.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม