ภาพฉากเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่า ความพยายามจัดระเบียบอำนาจและสร้างอิทธิพลใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กำลังเป็นการเดินหมากแบบ “หลายชั้น” เพราะหากย้อนไปตั้งแต่ต้นปี สหรัฐฯได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการเข้าจัดการประเทศ “เวเนซุเอลา” ในภูมิภาค อเมริกาใต้ ควบคุมแหล่งทรัพยากรที่สำคัญด้านพลังงานและแร่ธาตุ จัดตั้งกลุ่มความร่วมมือทางความมั่นคง “โล่แห่งอเมริกา” ดึงชาติต่างๆในทวีปให้มาอยู่ใต้ร่มเงาอิทธิพล จากนั้นจึงมีการเปิดฉากสงครามกับ “อิหร่าน” ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หวังดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองหารัฐบาลหุ่นเชิด เพื่อให้อเมริกาได้มีส่วนร่วมในผลประโยชน์ด้านน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาลของอาณาจักรเปอร์เซีย เรื่องนี้ทรัมป์พูดจากปากชัดว่า “อยากได้น้ำมันอิหร่าน”แน่นอนว่าทั้งสองเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบที่ตามมาย่อมเกิดกับ “ประเทศจีน” ทั้งสิ้น โดยในทวีปอเมริกาช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้มีการแผ่ขยายอิทธิพลอย่างกว้างขวาง มีส่วนเกี่ยวข้องในผลประโยชน์ท่าเรือที่สำคัญต่างๆในภูมิภาคอเมริกากลาง-ใต้ และยังเป็นลูกค้าที่อุดหนุนซื้อพลังงานจากเวเนซุเอลาเช่นเดียวกับภูมิภาคตะวันออกกลาง สินค้าด้านพลังงานต่างๆมีจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ จีนนำเข้าน้ำมันจากชาติตะวันออกกลางรวมถึงอิหร่านในสัดส่วนกว่า 40% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด การที่ช่องแคบฮอร์มุซหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าหลักของโลกเกิดปัญหา หรือหากสถานการณ์เป็นไปตามที่สหรัฐฯต้องการจริงๆ (อิหร่านถูกจัดระเบียบ) ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศจีนอย่างรุนแรงเกมอำนาจของสหรัฐฯเริ่มเห็นภาพกันแล้วว่า ไม่ใช่เป็นการพยายามเข้าควบคุมประเทศที่ไม่เชื่อฟังและแข็งขืนในภูมิภาคต่างๆเพียงอย่างใด แต่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั่นคือการขัดขวางไม่ให้ประเทศจีนแซงหน้ากลายเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกแทนที่สหรัฐฯเรื่องนี้ย่อมไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงหรือมองสหรัฐฯในแง่ร้ายเกินไป เพราะหากพิจารณาจาก “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ” ที่เผยแพร่โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ เมื่อเดือน ก.ย.2568 ได้มีการเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ในประวัติศาสตร์ชาติสหรัฐฯนับตั้งแต่ก่อตั้งมา 250 ปี ไม่มี Adversary (ฝ่ายตรงข้าม คู่แข่ง ศัตรู แล้วแต่จะตีความ) ใดอีกแล้วที่จะมีความน่ากลัวมากกว่าจีนไม่แปลกที่กองบัญชาการคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯ จะกล่าวเตือนกับผู้นำทรัมป์ก่อนเริ่มสงครามอิหร่านว่า ปฏิบัติการทางทหารที่กำลังจะเกิดขึ้น จำเป็นต้องคำนวณให้ดีในเรื่องปริมาณอาวุธที่จะใช้ทำศึก เพราะกองทัพสหรัฐฯจำเป็นต้องเก็บกระสุน อาวุธยุทโธปกรณ์ เตรียมไว้เผชิญหน้ากับกองทัพจีนในปี 2570 หากสถานการณ์ความขัดแย้งช่องแคบไต้หวันลุกลามบานปลาย ซึ่งไทม์ไลน์ปีหน้านี้มาจากการที่จีนเคยประกาศว่ากองทัพจีนจะมีขีดความสามารถพร้อมทำศึกเรื่องไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบแม้ว่าแผนการจัดระเบียบตะวันออกกลาง ปักหมุดประเทศอิหร่านของรัฐบาลสหรัฐฯจะยังคงห่างไกลเป้าหมาย สหรัฐฯดูเหมือนจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แต่การเดินเกมฉากจีนก็ใช่จะต้องหยุดชะงักไปด้วย และทำให้ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการผุดไอเดียกันขึ้นมาในเรื่องการ “ควบคุม” ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งของภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกมีการโยนหินถามทางจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ว่า ในเมื่ออิหร่านเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบฮอร์มุซ ทำไมอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์ ไม่ลองเอาบ้าง มาลองปรึกษาหารือกันจักดีหรือไม่ ถึงทางรัฐบาลอินโดนีเซียจะออกมาแก้ลำกันไปเรียบร้อย แต่แนวคิดการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา (ซึ่งสินค้าพลังงานของจีนกว่า 80% ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้) มีขึ้นหลังจากรัฐบาลอินโดนีเซียส่ง พล.อ.ซามฟรี ซามโซดิน รมว.กลาโหม ไปร่วมลงนามกับนายพีต เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รับรองว่าอินโดนีเซียเป็นหุ้นส่วนหลักของสหรัฐฯในเรื่องความมั่นคง ซึ่งไม่กี่วันก่อนการลงนามดังกล่าว ทางสำนักข่าวต่างประเทศได้รับเอกสารภายในของรัฐบาลอินโดนีเซียและนำมาเปิดเผยมีใจความว่า กองทัพสหรัฐฯต้องการใช้ “น่านฟ้า” ของอินโดนีเซียแบบครอบคลุม เครื่องบินทหารต่างๆของสหรัฐฯสามารถบินได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องขออนุญาตจากกองทัพอินโดนีเซีย โดยกรณีนี้ย่อมหมายถึงกองทัพสหรัฐฯจะสามารถตรวจตราพื้นที่ทะเลรอบๆ อินโดนีเซีย รวมถึงช่องแคบมะละกาได้อย่างเข้มข้นและที่สำคัญคือไอเดียการเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบมะละกา และข้อเสนอขอใช้น่านฟ้าแบบครอบคลุม ต่างได้รับการ “เห็นชอบ” แล้วจากนายปราโบโว สุเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งหากยังจำความกันได้ ก็เคยมีเหตุการณ์พูดหลุดไมค์ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียถามประธานาธิบดีสหรัฐฯเป็นการส่วนตัวว่า อยากติดต่อกับลูกของนายทรัมป์ มีเรื่องจะรบกวน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯก็รับคำบอกว่าเดี๋ยวให้ลูกโทร.หา ยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้นไปอีกว่า จริงๆ แล้วอินโดนีเซียมี “ดีลพิเศษ” อะไรกับสหรัฐฯกันแน่สุดท้ายจึงเป็นที่มาของความพยายาม “แก้เกม” ใช่หรือไม่ นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน ถูกส่งมาเดินสายกระชับสัมพันธ์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระชับเรื่องความมั่นคงกับกัมพูชา สร้างความแนบแน่นกับประเทศไทย และร่วมแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาอย่างรวดเร็ว จีนไม่ยอมปล่อยให้สหรัฐฯเดินเกมอยู่เพียงฝ่ายเดียว รีบปรับทิศทางกัมพูชาที่หน้าอย่างลับหลังอย่าง หยั่งกระแสไทยที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ และให้ความมั่นใจกับเมียนมาที่กำลังถูกปัญหารุมเร้า โดยเฉพาะประเด็นที่หนาหูมากขึ้นเรื่อยๆว่า “ทุนต่างชาติ” กำลังติดอาวุธให้แก่กองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ จีนกำลังสร้างฐานอิทธิพลให้แน่น ก่อนที่เกมช่องแคบมะละกาจะเป็นรูปเป็นร่างไปยิ่งกว่านี้.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม