วิกฤติมันหนัก แต่ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาล รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ขยับมุมมองให้เห็นภาพรวม “รัฐบาลอนุทินพลัส”หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา และก่อนหน้านั้นนิด้าโพลสำรวจ “ดรีมทีมเศรษฐกิจรัฐบาล” ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่หมดหวังที่กอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้พอไร้พลังศรัทธาเวลารัฐบาลพูดอะไรคนก็วิจารณ์ ทำอะไรก็ถูกตำหนิ อย่างนายกฯเวลาถูกถามก็ตอบคำถามสังคมไม่ได้ ถามไปไหนมากลับได้รับคำตอบว่า สามวาสองศอกเช่น ถูกนักข่าวถามที่พรรคภูมิใจไทยถึงการ “สร้างความมั่นใจด้านพลังงานให้กับประชาชนได้อย่างไร” กลับย้อนไปตอบถึงการผ่านวิกฤติโควิด วิกฤติน้ำท่วม (หาดใหญ่จ.สงขลา) มาแล้ว ทั้งที่ในความรู้สึกของประชาชนเห็นว่าเป็นความล้มเหลว ไปอ้างความล้มเหลวมาเป็นหลักประกันจะสามารถแก้วิกฤติพลังงานได้แต่รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศไทย เพื่อแก้วิกฤติพลังงานให้เป็นธรรมกับประชาชน รศ.ดร.พิชาย บอกว่า เป็นนโยบายชวนฝัน พูดแบบลอยๆ การปฏิรูปได้ต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่ “แรงกล้า” มาก เพราะต้องปะทะกับกลุ่มทุนผลประโยชน์อย่างมหาศาล“จะเชื่อมั่นรัฐบาลที่อ่อนปวกเปียกได้อย่างไร มาด้วยโครงสร้างแบบระบบอุปถัมภ์บ้านใหญ่ กล้าไปแตะโครงสร้างพลังงาน นอกจากพูดให้มันสวยๆประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกชัดเจน โดยเฉพาะรัฐบาลหลังการยึดอำนาจ ท้ายสุดทำอะไรไม่ได้ เพราะเจตนารมณ์ทางการเมืองไม่แรงกล้ามากพอ พอมีคนเข้าหาก็อ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟ”เช่นเดียวกับทีมเศรษฐกิจ 3 คนที่มาด้วยความหวังของประชาชน ในช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 ยังสามารถบริหารความหวังอยู่ในระดับคงที่ พอระยะเวลาผ่านไป มีปัญหาหลากหลายเข้ามาปะทะอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง สิ่งที่สังคมเห็นคือ ไม่มีอะไร ไม่เห็นแนวคิดที่นำเสนอเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในยามเผชิญวิกฤติน้ำมันในช่วงหลังเลือกตั้งโดยเฉพาะสังคมคาดหวังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจาก 6 บาท ให้เหลือ 0 บาท เป็นระยะเวลา 2-3 เดือนในจังหวะที่ราคาน้ำมันขึ้นสูง แต่คนเป็นรัฐมนตรีหลายคนประสานเสียง “ลดไม่ได้” ทำให้เงินไหลเข้าคลังน้อย จะไม่มีเงินไปทำโครงการต่างๆ จึงต้องใช้มาตรการกองทุนน้ำมันแทนขณะเดียวกัน สังคมมองออกว่า “รัฐมนตรีสายบ้านใหญ่” ต่างกังวลการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะทำให้รายได้รัฐหดหาย จนไร้งบประมาณขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ในเมื่อรัฐมนตรีหลายท่านแสดงทัศนะเช่นนั้น แต่ รมว.คลังกลับเลือกวางเฉยทั้งที่ รมว.คลังให้น้ำหนักกับเสถียรภาพทางการคลัง โดยการแสวงหารายได้รัฐผ่านช่องทางอื่นที่ยั่งยืนกว่า ถือเป็นวิธีคิดเชิงเทคโนแครตที่ขัดแย้งกับตรรกะทางการเมืองกับรัฐมนตรีบ้านใหญ่ เมื่อออกมาแนวนี้ โดยตัดสินใจไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตสังคมมองรัฐบาลผลักภาระให้ประชาชนโดยใช้เงินกองทุนน้ำมันที่เป็นเงินสะสมของประชาชนทั้งในอดีตและอนาคต นำมาอุดหนุน และซ้ำเติมราคาน้ำมันให้แพงกว่าราคาตลาด สะท้อนความไร้น้ำยาของเทคโนแครต จนนำไปสู่สภาวะศรัทธาล่มสลายด้วยคะแนนความไม่เชื่อมั่นที่พุ่งสูงถึง 77%ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กลับล้มเหลวควบคุมราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกรณีมะพร้าวน้ำหอม กลายเป็นจุดตกต่ำหลังพิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทั้งที่ได้โชว์บทขึงขังใส่ล้งที่ผูกขาด สุดท้ายยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ซ้ำร้ายยังงัดมาตรการ “ธงฟ้า” แบบโบราณที่เป็นการบรรเทาทุกข์แบบเสี่ยงโชค ไม่ยั่งยืน ประชาชนเข้าไม่ทั่วถึง จนถูกตั้งคำถามถึงฝีมือในการบริหาร ท่ามกลางวิกฤติราคาสินค้าที่ต้องการฝีมือมากกว่าภาพลักษณ์ส่งผลให้คะแนนนิยมและความคาดหวังที่เคยได้รับจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทย มลายหายไปอย่างสิ้นเชิง จากความหวังที่ถูกโหนเป็นจุดขายช่วงเลือกตั้ง สู่ภาวะศรัทธาล่มสลาย สอบตกแก้ปัญหาปากท้องขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ พอหมดเรื่องเจรจากับกัมพูชา คงไม่ได้เห็นผลงานอะไร โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางแบบนี้ จุดยืนของประเทศก็เงียบกริบ รมต.3 คนมาด้วยความหวังของสังคม แต่ไปด้วยความผิดหวังของสังคม โดยเฉพาะผลสำรวจนิด้าโพลสะท้อนว่า...…ประชาชนเชื่อมั่นต่อรัฐบาลต่ำมากขนาดเป็นบุคคลที่สังคมเชื่อมั่นสุดยังได้คะแนนต่ำขนาดนี้ รัฐมนตรีคนอื่นหากมีการสำรวจความนิยม ความเชื่อมั่นที่ออกมา ดีไม่ดีอาจไม่ถึง 10%แม้กระทั่งนายอนุทิน ที่เคยได้รับคะแนนนิยมกว่า 20% ถ้าสำรวจในช่วงนี้ คาดผลคะแนนนิยมคงตกต่ำลงมาก หลังจากรัฐบาลมีนโยบายผิดพลาด ใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนราคาจนเกิดส่วนต่างราคาที่ผิดเพี้ยน กลายเป็นชนวนเหตุกักตุนน้ำมันมหาศาลแทนที่ลดภาษีสรรพสามิตควบคู่เจรจาโรงกลั่น เพื่อควบคุมค่าการกลั่นที่พุ่งสูงอย่างไร้เหตุผลถึง 6-7 เท่าจากสภาวะปกติ เข้าข่ายฉวยโอกาสสร้างกำไรบนวิกฤติ ผลักภาระให้ประชาชนเมื่อดูนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา มีความเชื่อมั่นพลิกฟื้นประเทศไทยในช่วงวิกฤติอย่างไร รศ.ดร.พิชาย บอกว่า รัฐบาลสอบตกตั้งแต่การแถลงนโยบายที่เน้นเพียงภาษาสวย แต่การปฏิบัติจริงกลับกลวงเปล่า ไม่กล้าแตะโครงสร้างทุนผูกขาด กลไกตลาดถูกคุมกำเนิดโดยนายทุนเพียงไม่กี่คนลำพังแค่โยนเงินกู้ให้เอสเอ็มอี เป็นเพียงมาตรการปะหน้า แต่แก้จริงไม่ได้ตราบที่นโยบายเศรษฐกิจยังไม่ทำลายวงจรผูกขาดโดยกลุ่มทุน เมื่อรัฐบาลไม่แตะโครงสร้างเศรษฐกิจ ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ขณะที่วิกฤติศรัทธาพุ่งเป้าไปที่ผู้นำที่ขาด “Sensibility” รู้สึกช้าต่อปัญหา ปล่อยให้สถานการณ์บานปลายแล้วถึงรู้ โดยเฉพาะกรณีน้ำมันดีเซลที่หายไปจำนวนมหาศาล ผู้นำยังดึงดันไม่มีกักตุน จนกระทั่งเจอหลักฐานจึงออกมายอมรับ ไม่เพียงไร้วิสัยทัศน์ แต่ยังเป็นการตบหน้าตัวเองผู้นำในช่วงวิกฤติต้องไวต่อปัญหา ถึงแก้ได้ทัน และยังมีคำถามตามมาอีกเมื่อรู้ปัญหาแล้วแก้ได้หรือไม่ แก้ด้วยวิธีการอย่างไร โดยเฉพาะวิธีแก้อาจไปกระทบต่อ ผลประโยชน์กลุ่มทุน ผู้นำกล้าหรือไม่ที่จะทำ เช่น ออกกฎหมายเก็บภาษีกำไรส่วนเกินที่พึงได้หรือลาภลอยองค์ประกอบ ครม.ที่มี 3 ส่วน ทั้ง “เทคโนแครต” 3 คนที่แตกสลายไป ยังมีพวก “บ้านใหญ่ วัยเก๋า” และ “ลูกกรอกบ้านใหญ่” ปัญหาขณะนี้บรรดาเทคโนแครตไปไม่รอด เมื่อเจอกำแพงผลประโยชน์พวกบ้านใหญ่ส่วนลูกกรอกบ้านใหญ่ ทำหน้าที่เปลี่ยนให้เป็น “ลูกเทพ” ทำตัวติดดิน เข้าถึงง่าย แต่ถูกมองเป็นหุ่นเชิด มีคนทำให้อยู่ข้างหลัง สุดท้ายคงยืนอยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่มีเจตนารมณ์สร้างการเปลี่ยนแปลงในกระทรวง และเมื่อดูองค์ประกอบ ครม.ก็ไม่ต้องไปคาดหวังที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา“ทางออกที่ดีของรัฐบาล แต่ต้องเสียสละเพื่อประเทศและประชาชน โดยแถลงนโยบายเสร็จต้องปรับ ครม. เอาบ้านใหญ่ออกให้หมดเหลือตัวหลักๆ ดึงคนที่ประชาชนเชื่อมั่นเข้ามาหรือถ้าสร้างฉันทามติไม่เชิงเป็นรัฐบาลแห่งชาติ ตั้งรัฐบาล 3 พรรค ภูมิใจไทย ประชาชน เพื่อไทย ถ้าคุณอนุทินไม่ไหวก็เปลี่ยนตัว เป็นแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเหล่านี้ พรรคที่เหลือเป็นฝ่ายค้าน”นับเป็นทางออกตามระบบประชาธิปไตยถ้าไม่ทำแบบนี้วิกฤติครั้งนี้จะเปิดโฉมหน้าการเมืองแบบบ้านใหญ่มันล้มเหลวสิ้นเชิงไม่เช่นนั้นอาจถูกม็อบบีบจนไม่มีทางเลือก.ทีมการเมือง