“สหรัฐอเมริกา” เป็นประเทศที่มีดินแดนกว้างใหญ่ และยากที่ระบบขนส่งสาธารณะจะวางเครือข่ายได้อย่างครอบคลุม ทำให้การขับรถยนต์จึงเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุนี้เอง “ราคาน้ำมัน” ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนยานพาหนะโดยเฉลี่ยมากกว่า 2,173 ลิตรต่อปีนักวิชาการด้านสังคมอเมริกันเคยอธิบายไว้ว่า คนอเมริกันใช้รถเพราะจำเป็นต้องใช้ เศรษฐกิจของสหรัฐฯหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกขับเคลื่อนด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานและอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ มีการวางโครงสร้างขั้นพื้นฐานระบบ “ทางหลวง” ในปี 2499 ที่เรียกว่า Federal-Aid Highway Act วางรากฐานเส้นทางทางด่วนเป็นระยะทางยาวกว่า 65,900 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของชาติสหรัฐฯการยกระดับการสัญจรทางถนนทั่วประเทศให้มีความรวดเร็ว ยังเป็นการตอกย้ำแนวคิดว่าในเมื่อขับรถไปไหนก็ได้ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องอยู่พักอาศัยใกล้เมืองใกล้ชุมชน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวอเมริกันจะไปอยู่อาศัยตามย่านชาน เมือง กลายเป็นชุมชนที่ขยายตัวออกไปจากเมืองใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆในอีกด้านหนึ่ง ราคาค่าน้ำมันที่ติดป้ายสว่างโร่ตามปั๊มน้ำมันที่มีอยู่มากมายตามถนนหนทาง เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนประชาชนอยู่ตลอดเวลาว่า สถานการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไรแบบ “เรียลไทม์” มีเงิน 5 ดอลลาร์ตอนนี้อาจจะซื้อกาแฟ 1 แก้วไม่ได้แล้ว ราคาไข่ไก่อาจเพิ่มขึ้นมา 20% แต่สุดท้ายคนก็ยังมีความเชื่อมั่นว่า “ยังเติมน้ำมันได้” ราคาน้ำมันจึงเปรียบเสมือนตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของประเทศไปโดยปริยาย ว่าชาติกำลังรุ่งเรืองหรือเผชิญอุปสรรค และแน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมเชื่อมโยงกับ “การเมือง” อย่างหลีกหนีไม่พ้น ชาว อเมริกันจำนวนมากยังคงจำประสบการณ์ได้จากเหตุการณ์อาหรับงดขายน้ำมันในปี 2516-2517 ที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปกในภูมิภาคตะวันออกกลางประกาศไม่ขายน้ำมันให้แก่ประเทศที่สนับสนุน “อิสราเอล” ตามด้วยเหตุการปฏิวัติอิสลามอิหร่านในปี 2522 ที่ส่งผลให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน และทางรัฐบาลสหรัฐฯได้ตัดสินใจใช้มาตรการรัดเข็มขัดมีการควบคุมถึงขั้นว่า รถยนต์ป้ายทะเบียนใดจะได้รับอนุญาตให้เข้าปั๊มเติมน้ำมันวันไหน เหตุการณ์ดังกล่าวสอดประสานกับวิถีชีวิตการใช้รถยนต์ของชาวอเมริกัน ได้ก่อให้เกิดทัศนคติแง่ลบต่อรัฐบาลในขณะนั้นโดยทันที ซึ่งแน่นอนในช่วงที่เกิดสถานการณ์ดังกล่าว ถือเป็นช่วงของรัฐบาลประธานาธิบดี “ริชาร์ด นิกสัน” ซึ่งชื่อเสียงย่ำแย่อยู่แล้วในเรื่องการติดหล่มสงครามเวียดนามเช่นเดียวกับยุครัดเข็มขัดน้ำมันในช่วงประธานาธิบดี “จิมมี คาร์เตอร์” ที่ ทุกวันนี้กลุ่มชาวอเมริกันสายอนุรักษนิยม หรือภาพยนตร์ต่างๆยังสะท้อนออกมาว่าโหลยโท่ย เป็นประธานาธิบดีที่ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านในพื้นที่ชนบทและชานเมืองว่าอ่อนแอ เป็นประธานาธิบดีแห่ง “วิกฤติน้ำมัน” กลายเป็นภาพติดตาของประชาชนไปแล้วว่า หากเกิดภาพชาวบ้านต้องต่อคิวเข้าเติมน้ำมัน ผู้นำสหรัฐฯคนนั้นคือคนที่ใช้ไม่ได้ ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยแม้ว่าความจริงแล้วปัญหาจะมาจาก “ปัจจัยภายนอก” หรือ “สภาพทางโครง สร้าง” ที่ไม่ได้รับการแก้ปัญหา หมักหมมมาเรื่อยๆจนถึงวันระเบิดตูม มีการประเมินด้วยซ้ำว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯพรรครีพับลิกันในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ถูกพลิกขั้วมาเป็นพรรคเดโมแครต และทำให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้รับชัยชนะนั้น ปัจจัยหนึ่งก็เพราะว่า ราคาน้ำมันในยุคบุชคนลูก พุ่งสูงจนเรื้อรังและทิศทางเช่นนี้สุดท้ายก็เกิดขึ้นกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์ “อาหรับ สปริง” การลุกฮือโค่นล้นรัฐบาลในกลุ่มชาติอาหรับในปี 2554 ตามด้วยสถานการณ์หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และสงครามยูเครนในปี 2565มาวันนี้ในยุคของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ราคาค่าน้ำมันโดยเฉลี่ยทั่วประเทศของชาวอเมริกันอยู่ที่ 4.56 ดอลลาร์ต่อแกลลอน (1 แกลลอนเท่ากับ 3.78 ลิตร) หรือประมาณ 38.6 บาทต่อลิตร จากเดิมช่วงก่อนสงครามอิหร่านซึ่งอยู่ที่ 33.8 บาทต่อลิตร ขณะที่บางรัฐราคาพุ่งไปแล้วแตะ 5 ดอลลาร์ หรือ 6 ดอลลาร์ ทำให้ตีราคาหลักลิตรได้ที่ 42 บาทต่อลิตร หรือ 50.79 บาทต่อลิตร (ราคาเบนซิน ดีเซลสูงกว่านั้น)จากตัวเลขดังกล่าว สามารถคำนวณได้ว่า ในช่วงก่อนสงครามอิหร่าน ชาว อเมริกันจะจ่ายค่าน้ำมันรถอยู่ที่ประมาณ 1,725 ดอลลาร์หรือประมาณ 55,200 บาทต่อปี แต่หากคำนวณตามราคาที่พุ่งสูงในวันนี้จะทำให้ชาวอเมริกันต้องจ่ายค่าน้ำมันที่ประมาณ 2,622 ดอลลาร์หรือประมาณ 83,904 บาทต่อปี ถือเป็นรายจ่ายส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาถึง 28,704 บาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆสำหรับชาวบ้านชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นกลางก็ตามการเจรจาหย่าศึกอิหร่านที่ไร้ความคืบหน้า ราคาน้ำมันที่ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของผู้นำทรัมป์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในศึกเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.นี้ เพราะฐานเสียงของประธานาธิบดีสหรัฐฯและฐานเสียงของรีพับลิกัน ล้วนแต่เป็นคนชนบทที่ใช้ชีวิตด้วยการ “พึ่งพารถยนต์”.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม